tripoweryoga

“ออทิสติก” จะทราบได้อย่างไรว่าลูกเป็น

“ออทิสติก” จะทราบได้อย่างไรว่าลูกเป็น

“ออทิสติก” จะทราบได้อย่างไรว่าลูกเป็น

slotxo

ออทิสติก เป็นกลุ่มโรคที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครงสร้างหรือสารเคมีบางอย่างของสมอง ทำให้เกิดปัญหาด้านพัฒนาการทางภาษา และสังคม เชื่อว่าโรคนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในครรภ์มารดา โดยในเด็กเล็กบางคนอาจมีลักษณะความผิดปกติให้พ่อแม่เริ่มสังเกตได้ แต่ในบางรายอาจจะยังสังเกตเห็นได้ไม่ชัดเจน โดยทั่วไปแล้วโรคออทิสติกจะส่งผลให้เกิดปัญหาในเรื่องของพัฒนาการด้านภาษา และสังคม ซึ่งก็คือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตพัฒนาการของลูกได้ ดังนี้

xoslot

พัฒนาการด้านภาษา
พูดช้า หรือยังไม่พูดเมื่อถึงวัยที่สมควร
พูดคำซ้ำๆ
พูดด้วยภาษาของตัวเองที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ
พูดติดๆ ขัดๆ
พูดด้วยโทนเสียงที่ผิดปกติ
พูดไม่ชัดมากๆ
พัฒนาการด้านสังคม (การมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง)
ไม่สบตา ไม่มองหน้า
ไม่สื่อสารแสดงความต้องการของตัวเอง เช่น ไม่ชี้ไปที่ของที่อยากได้
ไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ
ชอบเล่นคนเดียวหรืออยู่คนเดียว
ไม่สนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร เช่น ไม่ทักใครก่อน ไม่ยิ้มให้ ไม่ยิ้มตอบ วิ่งหนีเมื่อมีคนมาทัก
ไม่สามารถสนทนากับผู้อื่นได้นานๆ
ไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
ไม่มีเพื่อนสนิทตามวัย
พัฒนาการด้านอื่นๆ
ชอบทำกิจกรรมเดิมซ้ำๆ
ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง รับการเปลี่ยนแปลงไม่ค่อยได้ เช่น ต้องใส่รองเท้าคู่เดิมสีเดิม ถ้าเปลี่ยนรองเท้าคู่ที่ใส่จะร้องไห้ไม่ยอมหยุด
ชอบเรียงของให้เป็นระเบียบ เช่น เรียงของเล่นให้เป็นแถวต่อๆ กันไป
สนใจวัตถุเฉพาะส่วน เช่น รถยนต์ของเล่น อาจจะสนใจดูแต่ส่วนล้อที่หมุนๆ พัดลมที่ส่ายไปมา หรือรายละเอียดบางอย่าง
ไม่เล่นสมมติตามวัย

เครดิตฟรี

โรคออทิสติกเกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการ ออทิสติกเทียมจะเกิดจาก “ขาดการกระตุ้น” เป็นหลัก และถึงแม้ว่าทั้งสองอย่างจะมีลักษณะอาการคล้ายกัน แต่เด็กที่เป็นออทิสติกเทียมหากได้รับ “การกระตุ้น” ที่เหมาะสมถูกทางในระยะเวลาสั้น ๆ ก็จะสามารถกลับมาเป็นเด็กปกติได้ ในขณะที่เด็กออทิสติกยังคงมีพฤติกรรมที่ต่างจากเด็กปกติ ถึงแม้จะได้รับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการแล้ว อย่างไรก็ตามเด็กที่เป็นออทิสติกหากได้รับการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสมก็สามารถมีพัฒนาการและพฤติกรรมที่ดีขึ้นได้อย่างมาก
เด็กมักมีการเล่นหรือแสดงออกของ พฤติกรรมที่เป็นแบบแผนซ้ำๆ เด็กชอบนำของเล่นมาเรียงต่อกัน หมุนเล่นไปมา ไม่เล่นตามฟังก์ชั่นของของเล่นชิ้นนั้นๆ (เช่นจับรถของเล่นหงายเพื่อหมุนล้อ) ชอบเล่นแบบเดิมซ้ำๆ ชอบไปสถานที่เดิมๆ หรือมีกิจวัตรที่เป็นแบบแผนเปลี่ยนแปลงได้ยาก เด็กบางคนมีความหมกมุ่นสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป หรือมีความสนใจ แปลกกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนี้ยังอาจมีประสาทสัมผัสที่ไวมากหรือน้อยเกินไป เช่น การรับสัมผัสด้านความเจ็บปวด อุณหภูมิ เสียง แสง หรือการเคลื่อนไหวของวัตถุ หรือแม้แต่เนื้อ สัมผัสของอาหารบางชนิด ผิวสัมผัสของเนื้อผ้าบางประเภท เป็นต้น
ออทิสติกสามารถวินิจฉัยได้โดยอาศัยประวัติพัฒนาการ การประเมินทางร่างกายและ พฤติกรรมของเด็ก เนื่องจากไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือ การทดสอบจำเพาะใดๆสำหรับโรคนี้ แต่ทั้งนี้ แพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยแยกโรคบางอย่าง เช่น ส่งตรวจการได้ยินเพื่อแยกจากภาวะการได้ยินบกพร่อง เป็นต้น เด็กออทิสติกอาจพบมีภาวะความบกพร่องของสติปัญญาและการเรียนในด้านต่างๆ อาการขาดสมาธิ ซนและอยู่ไม่นิ่ง พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง หรือพฤติกรรมกระตุ้นตนเองซ้ำๆ เช่นสะบัดมือ เคาะวัตถุ โยกตัว หรือกระโดด เป็นต้น

สล็อต xo

เลี้ยงลูกให้ห่างไกลพฤติกรรมคล้ายออทิสติก
วิธีการเลี้ยงลูกให้ห่างไกลพฤติกรรมที่คล้ายออทิสติก คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ ดังนี้
พูดคุยกับลูกบ่อย ๆ
สำหรับเด็กเล็ก ต้องพูดช้า ๆ ชัด ๆ เพื่อให้ลูกเรียนรู้การออกเสียงและเลียนแบบพฤติกรรมของผู้เลี้ยงดู อย่างน้อยควรคุยกับเด็กวันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดการสื่อสารแบบ Two – Way Communication คือ โต้ตอบระหว่างกัน และให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ที่ช่วยในการสื่อสาร ตลอดจนเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่ – เด็ก, ครู – นักเรียน, เพื่อน – เพื่อน และควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นกับเด็กด้วยกันเองบ้าง
ให้ลูกอยู่ห่างสมาร์ทโฟน
ในการเลี้ยงลูกช่วง 1.5 ขวบปีแรก ไม่ควรนำสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมาให้เด็กเล่น ในเด็กหลัง 1.5 ขวบ หากให้เล่นต้องไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน โดยหลีกเลี่ยงการให้เด็กเล่นเพียงลำพัง ขณะเดียวกันต้องมอบความรักความอบอุ่น รวมถึงเสริมสร้างทักษะ ด้วยการเล่นเพื่อเสริมพัฒนาการสมองและร่างกาย เช่น การต่อบล็อก ร้อยเชือก ระบายสี ปั่นแป้ง เตะบอล ขี่จักรยาน เป็นต้น
พฤติกรรมคล้ายออทิสติก รู้ไว หายเร็ว
หากเด็กมีพฤติกรรม ที่คล้ายออทิสติกคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจ เพราะสามารถหายขาดและหายไวได้ถ้ารู้โดยเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่เด็กที่พบว่ามีพฤติกรรม คล้ายออทิสติกถ้าทำการรักษาอย่างถูกต้อง อาการจะดีขึ้นภายในระยะเวลา 6 เดือน และกลับมาเป็นเด็กปกติได้
สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือ ผู้ปกครองที่กำลังสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าลูกเป็นออทิสติกหรือมีพฤติกรรมที่คล้ายออทิสติกหรือไม่ ควรนำเด็กเข้ารับการตรวจเช็กพัฒนาการกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยอาการที่ถูกต้องและไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะวัย 5 ขวบแรกเป็นช่วงวัยที่สมองของเด็กมีพัฒนาการอย่างเต็มที่ต้องป้องกันและรีบรักษาให้ถูกวิธี
ทุกปัญหาของเด็กมีทางออกที่ “คลินิกพัฒนาการเด็ก ศูนย์กุมารเวช”
คุณสามารถพาลูกเข้ารับโปรแกรมการตรวจเช็กพัฒนาการเด็ก โดยแพทย์ผู้ชำนาญการของคลินิกพัฒนาการเด็ก ศูนย์กุมารเวช อาทิ
โปรแกรมตรวจคัดกรองพัฒนาการเด็กเบื้องต้น
โปรแกรมตรวจวัดระดับพัฒนาการเด็กในแต่ละวัย
โปรแกรมตรวจวัดระดับพัฒนาการเด็กในแต่ละวัย ทักษะในการบริหารจัดการ ทักษะก่อนเข้าเรียน และทักษะในการเรียนของเด็ก (Pre – Academic Skills)
เครื่องมือการตรวจวัดพัฒนาการ
เครื่องมือ ASQ
เครื่องมือ Denver II เครื่องมือมาตรฐาน Mullen Scale of Early Learning
เครื่องมือ BRIEF-P ที่สามารถบอกออกมาเป็น คะแนนในแต่ละระดับ โดยเปรียบเทียบกับคะแนนมาตรฐานสากล ซึ่งเป็น Standard Test ที่ให้ผลถูกต้องชัดเจนกว่าที่อื่นในรูปแบบ Screening Test
พร้อมด้วยทีมบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
กุมารแพทย์เฉพาะทางสาขาพัฒนาการและพฤติกรรม
นักกิจกรรมบำบัด
นักแก้ไขการพูดหรือครูการศึกษาพิเศษที่ช่วยด้านการปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการของเด็กที่เกิดปัญหาให้ กลับมาเป็นปกติและเติบโตสมวัย
เมื่อสังเกตเด็กตามข้อมูลที่ได้กล่าวไปในเบื้องต้นแล้วสงสัยว่าเด็กเป็นออทิสติก ควรนำเด็กมารับการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน พัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อให้การวินิจฉัยและช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด และระหว่างนี้ผู้ปกครองควรกระตุ้นพัฒนาการเด็กด้วยการเล่นกับเด็กมากขึ้น ฝึกให้เด็กพูดตาม สบตา หรือให้ทำตามคำสั่งง่ายๆแนวทางการรักษาออทิสติก
แนวทางการรักษา การช่วยเหลือเด็กและครอบครัว ขึ้นกับผลการตรวจประเมินเป็นหลัก โดยเป้าหมายคือเพื่อให้เด็ก มีพัฒนาการแต่ละด้านอย่างสมวัย หรือใกล้เคียงพัฒนาการปกติมากที่สุด โดยมีทีมสหวิชาชีพทำงานร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองในการช่วยเหลือเด็กในด้านต่างๆ ดังนี้
การกระตุ้นพัฒนาการด้านต่างๆ
การฝึกทักษะและแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น การฝึกให้เด็กมีทักษะการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน ฝึกทักษะการเล่นและการเข้าสังคม แก้ไขปัญหาพฤติกรรมต่างๆ รวมทั้งปรับการเลี้ยงดู และสิ่งแวดล้อมตามความเหมาะสม
การ ช่วยเหลือด้าน การเรียนที่เหมาะกับศักยภาพของเด็ก ซึ่งอาจเป็นชั้นเรียนพิเศษ หรือชั้นเรียนร่วมกับเด็กปกติโดยมีการช่วยเหลือเพิ่มเติมรายบุคคล
การใช้ยารักษา อาจมีความจำเป็นในการรักษาบางอย่างที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก เช่นอาการขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง หงุดหงิด ก้าวร้าว หรือกระตุ้นตนเอง ทั้งนี้การใช้ยารักษาจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และควบคู่ไปกับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการและพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น
[NPC5]หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาออทิสติกจะเป็นช่วงเด็กเล็ก หมายถึงต้องก่อนอายุ 3-5 ขวบ จึงจะได้ผลดีที่สุด เพราะการรั กษาจะเน้นการปรับพฤติกรรมและฝึกพัฒนาการสำหรับเด็กออทิสติกโดยเฉพาะ การรักษาในระยะเริ่มแรกจึงควรต้องเริ่มให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อช่วยให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเด็กปกติที่สุด