tripoweryoga

“ออทิสติก” สังเกตไม่ยาก แต่ไม่ง่าย อย่าเพิ่งด่วนสรุป

“ออทิสติก” สังเกตไม่ยาก แต่ไม่ง่าย อย่าเพิ่งด่วนสรุป

“ออทิสติก” สังเกตไม่ยาก แต่ไม่ง่าย อย่าเพิ่งด่วนสรุป

slotxo

ลองอ่านกรณีตัวอย่าง เด็กที่ดูเหมือนจะใช่ออทิสติก แต่สรุปแล้วก็ไม่ใช่ กันดูค่ะ เด็กผู้ชายอายุประมาณ 2 ปี หน้าตาน่ารัก คุณพ่อคุณแม่พา มาพบหมอด้วยสาเหตุ น้องพูดช้า พูดได้แต่คำเดี่ยวๆ 2-3 คำ เช่น พ่อ แม่ นอกนั้นเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก หรือที่เราเรียกว่า ภาษามนุษย์ต่างดาว นอกจากนี้ก็มีอาการซน เดินไปมา ปีนป่ายตลอด ชอบมองพัดลมหมุนๆ เจอพัดลมที่ไหนต้องวิ่งไปนั่งดู มองหน้าสบตาได้น้อย ไม่ค่อยเล่นกับเด็กอื่นๆ เวลาคุณพ่อคุณแม่พา ไปเล่นของเล่นตามห้างก็จะยืนมองเด็ก คนอื่นไม่เข้าไปเล่นด้วย

xoslot

เมื่อได้พูดคุยอย่างละเอียด ก็มีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ปกติน้องจะมีคุณยายเป็นคนเลี้ยงดู คุณยายอายุประมาณ 60 ปี เดินเหินลำบาก ตามจับหลานไม่ค่อยทัน เลยเปิดโทรทัศน์ให้ หลานดูเกือบทั้งวัน เด็กจึงมีโทรทัศน์เป็นพี่เลี้ยงหลัก พูดช้า ไม่ค่อยมองหน้าสบตาคน ชอบมองของหมุนๆ จากอาการลักษณะแบบนี้เกือบ 80 % ก็เข้าข่ายลักษณะ อาการออทิสติก แต่เมื่อคลุกคลีกับเด็กได้สักพัก เด็กน้อยจะสบตา แล้วเริ่มเล่นด้วย พอเราจะหยุดเล่นเค้ากลับดึงมือเราให้ไปเล่นด้วยต่อ พร้อมกับส่งเสียงภาษาต่างดาว ซึ่งน่าจะหมายความว่า “เล่นอีก เล่นอีก” ลักษณะแบบนี้จึงไม่น่าจะใช่ออทิสติกจริงๆ
ข้อสรุปสำหรับคุณพ่อ-คุณแม่ และผู้ปกครอง สำหรับกรณีคล้ายๆ กันนี้
1.ระวังเหตุลวง เด็กเล็กที่นั่งดูแต่โทรทัศน์ทั้งวัน ไม่มีคนพูดคุยเล่นด้วย ทำให้ไม่ค่อยได้พูด เป็นเหตุให้เขาพูดได้ช้า และไม่มีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ จึงอาจเป็นตัวลวงให้ดู เหมือนออทิสติกได้ในบางมุม แต่ที่จริงแล้วลักษณะเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า เด็กกำลังติดขัดในพัฒนาการทางสังคม
2.เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือสื่อใดๆ เพราะช่วง 2 ขวบปีแรก สมองด้านการเรียนรู้ภาษาจะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างมาก หากเด็กอยู่กับโทรทัศน์มากจะทำ ให้พัฒนาการทางภาษาล่าช้า การที่เด็กส่งเสียงมา แล้วมีพ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูโต้ตอบ จะกระตุ้นให้เด็กอยากสื่อสาร ทำให้การสื่อสารเป็นเรื่องสนุกสำหรับเขา เด็กก็จะมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีขึ้น
3.สบตาไม่สบตา ต้องใช้เวลาสังเกต เด็กที่มีลักษณะซนมากๆ หรือมีความจดจ่อสิ่งต่างๆ ได้สั้นมาก อาจทำให้เขาไม่ได้สนใจ กับการมองหน้าสบตาคนมากนัก เพราะเขาอยากเล่น อยากสำรวจสิ่งต่างๆ มากกว่า ถ้าอยากจะทดสอบให้แน่ใจ เราควรเข้าไปอยู่กับเด็กในระหว่างที่ เขากำลังสนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ และอยู่กับเขาอย่างสนุกสนานจริงๆ เราจะรู้ได้ว่าเด็กสนใจ และสบตามองหน้าคนอื่นหรือไม่อย่างไร
4.ข้อเท็จจริงของ การที่เด็กสนใจของหมุนๆ ที่ใครต่อใครหลายคนบอกว่าเป็น ลักษณะของเด็กพิเศษนั้น จากข้อเท็จจริงมักพบว่า เด็กทั่วไปที่ปกติจำนวนไม่น้อยก็ชอบมองของหมุนๆ และมีเด็กออทิสติก จำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ชอบมองของหมุนๆ เสมอไปเช่นกัน
“เพราะสิ่งที่พบบ่อยๆ คือ เด็กบางคนอาการชัดมาก แต่คุณพ่อ-คุณแม่ อยากได้คำตอบว่าลูกไม่ได้เป็น ในขณะที่บางรายอาการไม่ชัดเจน คนที่เป็นแพทย์เองยังต้องตรวจวิเคราะห์อยู่นาน แต่คุณพ่อคุณแม่กลับเชื่อว่าลูกเป็นแน่ๆ เพราะใช้อาการบางอย่างไปเปรียบเทียบจากข้อมูลในอินเตอร์เน็ต” การจะตัดสินหรือฟันธงว่า เด็กเป็นหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายและมีส่วนสำคัญต่อชีวิตของเด็กเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะรีบตัดสินใจ

เครดิตฟรี

การประเมินพฤติกรรม
การประเมินพฤติกรรมประกอบ ด้วยแนวทางหรือชุดคำถาม ที่ช่วยให้หมอวินิจฉัยได้ว่าพัฒนาการของเด็กมีความผิดปกติอย่างไร โดยแนวทางการประเมินประกอบด้วย
ประวัติทางการแพทย์ (Medical History) แพทย์จะสัมภาษณ์คำถามเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ การสื่อสารของเด็ก การใช้ภาษา การสบตามองหน้า การเล่นของเล่น และพฤติกรรมต่าง ๆ เมื่อเล่นหรืออยู่กับผู้อื่น
แนวทางการวินิจฉัยออทิสติก แพทย์จะวินิจฉัยพฤติกรรมของเด็กที่เข้าข่ายลักษณะอาการออทิสติกตามการวินิจฉัยทางการแพทย์
การสังเกตพฤติกรรม แพทย์อาจต้องการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อดูพัฒนาการของเด็ก ทั้งนี้ อาจมีการเก็บข้อมูลจากพ่อแม่เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่าสิ่งที่เด็กแสดงออกมาในแต่ละเหตุการณ์นั้นถือเป็นพฤติกรรมปกติหรือไม่
แบบทดสอบความฉลาดและพัฒนาการ แบบทดสอบความฉลาดและพัฒนาการมีส่วนในการพิจารณาว่าการเติบโตทางพัฒนาการที่ช้ากว่าปกตินั้นส่งผลต่อความสามารถในการคิดและตัดสินใจของเด็กหรือไม่
การประเมินทางกายภาพและผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ
ผลตรวจทางร่างกายจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาว่าปัญหาทางกายภาพนั้นก่อให้เกิดอาการออทิสติกหรือไม่ ซึ่งประกอบด้วย
การตรวจร่างกาย แพทย์จะพิจารณาพัฒนาการทางร่างกายของเด็กว่าเติบโตเป็นปกติหรือไม่ โดยดูจากขนาดศีรษะ น้ำหนักตัว และส่วนสูง นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อหาลักษณะผิดปกติทางโครโมโซมที่แสดงออกทางร่างกายร่วมด้วย
การทดสอบการได้ยิน ปัญหาการได้ยินอาจทำให้เด็กมีพัฒนาการช้า รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับทักษะการเข้าสังคมและความสามารถทางภาษา
การทดสอบพิษจากสารตะกั่ว ( Lead Poisoning) เด็กที่มีพัฒนาการช้ามักหยิบสิ่งของเข้าปากที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างดินหรือเศษชิ้นส่วนต่าง ๆ พฤติกรรมดังกล่าวคล้ายกับพฤติกรรมของผู้ที่ชอบกินของแปลก (Pica) หากแพทย์ตรวจพบพิษจากสารตะกั่วในร่างกาย ก็สามารถวินิจฉัยได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นผลจากการที่เด็กมีพัฒนาการช้า
นอกจากนี้ยังมีการทดสอบอื่น ๆ ที่แพทย์ต้องทำการทดสอบเพิ่มเติมในกรณีที่เด็กมีประวัติทางการแพทย์อย่างอื่นที่จำเพาะเจาะจง ได้แก่
การตรวจโครโมโซม (Chromosomal Analysis) หากเด็กหรือบุคคลในครอบครัวมีประวัติทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disability) เช่น เด็กหรือบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นภาวะโครโมโซมเอกซ์เปราะ (Fragile X Syndrome) ซึ่งทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านความฉลาดต่ำกว่าเด็กทั่วไปและมีพฤติกรรมเข้าข่ายอาการออทิสติก แพทย์อาจต้องวิเคราะห์โครโมโซมของเด็กประกอบด้วย
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalograph: EEG) หากเด็กเคยเกิดอาการชัก เช่น เด็กอาจเคยมีประวัติเป็นลมชักชนิดเหม่อ (Absence Seizure) ซึ่งเด็กอาจสติหลุดหรือไม่รู้สึกตัวไปสักประมาณ 15 วินาที และเกิดขึ้นหลายครั้งในหนึ่งวัน หรือมีพัฒนาการถดถอย (Developmental Regression) โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองจะแสดงลักษณะคลื่นไฟฟ้าภายในสมองของเด็กที่ทำงานผิดปกติ
การตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เครื่องตรวจเอ็มอาร์ไอจะช่วยตรวจสอบบริเวณสมองที่มีปัญหา โดยแพทย์จะทำการตรวจนี้หากสมองของเด็กมีลักษณะที่แตกต่างไปจากโครงสร้างสมองปกติ

สล็อต xo

การรักษาออทิสติก
แม้อาการออทิสติกจะไม่มียาหรือวิธีทางการแพทย์ที่รักษาให้หายขาด แต่เด็กออทิสติกสามารถได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีจากพ่อแม่และทีมดูแลเด็กออทิสติก อันประกอบไปด้วยแพทย์ นักจิตวิทยา นักแก้ไขการพูด นักกิจกรรมบำบัด และคุณครูสอนเด็กพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการเข้าสังคมและการสื่อสารให้ดีขึ้นและใช้ชีวิตปกติได้ พ่อแม่และทีมดูแลเด็กพิเศษควรร่วมมือกันเพื่อช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้บ้างในเบื้องต้น หลังจากนั้น จึงพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิชาการต่อไปโดยขอความร่วมมือจากครู
การรักษาออทิสติกให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเท่าไหร่ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพราะการรักษาให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันไปของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงของโรค ความผิดปกติซ้ำซ้อนที่เกิดกับเด็ก อาการเจ็บป่วยทางกายของเด็ก อายุที่เด็กเริ่มเข้ารับการรักษา รูปแบบการเลี้ยงดู หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการของเด็กร่วมด้วย เนื่องจากเด็กอาจมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นมาระหว่างรับการรักษา แพทย์จึงต้องปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมตลอดช่วงอายุของเด็กอยู่เสมอ
การบำบัดอาการออทิสติก ตั้งแต่กระตุ้นพัฒนาการเด็ก ปรับพฤติกรรม และเสริมสร้างด้านการเรียนรู้ มีขั้นตอนดังนี้
[NPC5]การกระตุ้นพัฒนาการเด็ก การกระตุ้นพัฒนาการของเด็กนั้นมีหลายขั้นตอน ประกอบด้วย การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า การจับมือเด็กให้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง การหันตามเสียงเรียก และการสอนให้รู้จักตัวเองและบุคคลในครอบครัว โดยการกระตุ้นพัฒนาการเด็กนั้นจะช่วยให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวเป็นอันดับแรก โดยวิธีกระตุ้นพัฒนาการเด็กต่าง ๆ มีรายละเอียด ดังนี้
การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า พ่อแม่ควรเล่นกับลูกอย่างการอุ้มเด็ก กอด เล่นปูไต่ หรือจั๊กจี้มือ โดยทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ ทุกวัน เพื่อให้เด็กซึมซับความอบอุ่นและคุ้นเคยจากพ่อแม่และสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนในครอบครัว จากนั้นจะฝึกให้เด็กสบตา กระซิบเรียกชื่อเด็กข้างหูด้วยเสียงของคนที่ใกล้ชิดเด็ก เพื่อกระตุ้นทักษะการเข้าสังคมและการสื่อความหมาย และสอนให้เด็กเรียนรู้ความแตกต่างของกลิ่นและรสของอาหาร โดยเริ่มจากสิ่งที่เด็กชอบกิน ให้เด็กเรียกชื่ออาหารและความรู้สึกหลังจากได้ชิมและดมไปทีละอย่าง
การจับมือเด็กให้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง วิธีนี้จะเริ่มจากจับมือเด็กให้หัดทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการทำด้วยตัวเอง โดยจะช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากเด็กออทิสติกชี้บอกความต้องการของตัวเองไม่ได้ และมักจับมือของคนอื่นให้ช่วยทำแทน
การหันตามเสียงเรียก วิธีนี้จะสอนให้เด็กหันตามเสียงที่เรียกชื่อตัวเอง ช่วยให้เด็กสื่อความหมายได้และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากขึ้น
การสอนให้รู้จักตัวเองและบุคคลในครอบครัว วิธีนี้จะสอนเด็กให้รู้จักชื่อตัวเอง และบุคคลในครอบครัวว่าเป็นใครบ้าง เพื่อช่วยแยกความแตกต่างของแต่ละคนที่เด็กอยู่ร่วมภายในครอบครัว