tripoweryoga

เมื่อเด็กออทิสติกถึงวัยเรียน

เมื่อเด็กออทิสติกถึงวัยเรียน

เมื่อเด็กออทิสติกถึงวัยเรียน

slotxo

การเรียนรู้ร่วมกันในความแตกต่าง ช่วยให้ทุกฝ่ายมีการเติบโตไปพร้อมกัน มีการเจริญงอกงามทางความคิด จิตใจ และอารมณ์ ไม่เฉพาะเด็กออทิสติกเท่านั้นที่พัฒนา เด็กปกติก็มีการพัฒนาด้วยเช่นกัน

xoslot

พ่อแม่หลายคนที่มีลูกเป็นออทิสติก อาจมีความกังวลเพิ่มขึ้นเมื่อถึงวัยเรียน ลูกที่เป็นออทิสติกต้องเข้าเรียน แต่ไม่รู้ว่าต้องให้เรียนโรงเรียนไหน กลัวว่าจะไปเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปไม่ได้ คำแนะนำต่างๆ สำหรับเด็กออทิสติกในวัยเรียน มีดังนี้
เด็กออทิสติกควรมีการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนอย่างไร
ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียน เด็กควรมีพื้นฐานสำคัญในเรื่องต่างๆ ดังนี้

  1. การเข้าใจคำสั่งง่ายๆ สามารถตอบสนองได้บ้าง
  2. สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้บ้างเล็กน้อย
  3. เด็กสามารถนั่งทำกิจกรรมต่างๆ ได้นานพอประมาณ
  4. ไม่มีพฤติกรรมที่รุนแรงเป็นอันตรายต่อผู้อื่น
    ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มาจากการฝึกฝนปรับพฤติกรรมอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง
    เราจะประเมินได้อย่างไรว่า เด็กออทิสติกคนนี้มีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นเรียนได้
    ในการประเมินความพร้อม ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เด็กคุ้นเคยกับสถานที่หรือไม่ คุ้นเคยกับผู้ประเมินหรือไม่ ถ้าไม่คุ้นเคย เด็กย่อมไม่ร่วมมือ และดูเหมือนจะไม่มีความพร้อมทั้งๆ ที่เด็กทำได้
    โดยทั่วไปเราจะดูแค่ว่า เด็กพอเข้าใจทำสั่งง่ายๆ ได้ไหม พอทำตามได้บ้างไหม พอที่จะทำกิจกรรมในช่วงเวลาสั้นๆ ได้ไหม มีพฤติกรรมที่รุนแรง เป็นปัญหาไหม เท่านี้น่าจะมากเพียงพอแล้วสำหรับการนำเด็กเข้าเรียน ในเด็กออทิสติก เราไม่ต้องรอให้เด็กมีความพร้อมทุกอย่างแล้วค่อยเข้าเรียน แต่เราให้เด็กเข้าเรียนเพื่อสร้างความพร้อมเพิ่มขึ้น ใช้สังคมเด็กวัยเดียวกันเป็นตัวกระตุ้นในการเรียนรู้ ไม่ต้องรอให้เด็กพูดได้แล้วค่อยเข้าเรียน แต่เราให้เด็กเข้าเรียนเพื่อกระตุ้นให้พูดได้ ถ้าทุกคนเข้าใจในหลักการเหล่านี้ตรงกัน ก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องการประเมินความพร้อม อาจมีความจำเป็นที่ต้องเตรียมความพร้อมบ้างในบางด้าน แต่ไม่ต้องรอจนพร้อมทุกด้าน
    เด็กออทิสติกสามารถเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้หรือไม่
    เด็กออทิสติกสามารถเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของปัญหาและความพร้อมบางด้านที่จำเป็น โดยทั่วไปเด็กสามารถเรียนร่วมได้ ถ้าผ่านการฝึกฝนปรับพฤติกรรมแบบเข้มข้นตั้งแต่เล็ก และทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้หรือไม่ อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับ การวิเคราะห์ดูว่ารูปแบบการเรียนรู้แบบใดเหมาะสมกับตัวเด็กมากที่สุด สามารถดึงศักยภาพในตัวเด็กให้แสดงออกมาได้มากที่สุด

เครดิตฟรี

อุปสรรคที่มักพบเมื่อต้องเข้าเรียนในโรงเรียนเรียนร่วม และวิธีการแก้ไขปัญหา
อุปสรรคที่มักพบส่วนใหญ่ คือ ความเข้าใจ และการยอมรับของโรงเรียน บางแห่งครูไม่รู้จักว่าเด็กออทิสติกเป็นอย่างไร ไม่มีประสบการณ์ในการดูแลมาก่อน ไม่รู้ว่าจะสอนอย่างไร จึงต้องมีการพูดคุยสื่อสารให้ชัดเจนระหว่างผู้ปกครองและครูอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยให้มองที่ปัญหาของเด็ก ว่าพฤติกรรมแต่ละเรื่องจะแก้ไขอย่างไร อย่าไปมองที่ความเป็นออทิสติก เพราะถ้าเพ่งเป้าที่พฤติกรรม คุณครูจะมีความมั่นใจในการแก้ไขปัญหามากกว่า และอาจขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากทีมแพทย์ที่ดูแลเด็กอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น ถ้ามีการเรียนรู้ร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย คือ ผู้ปกครอง ครู และทีมแพทย์ที่ดูแลเด็ก ก็จะช่วยให้สามารถฟันฝ่าเอาชนะอุปสรรคไปได้อย่างแน่นอน
ศูนย์การเรียนรู้เฉพาะสำหรับเด็กออทิสติก มีเปิดสอนที่ใดบ้าง
ในปัจจุบันถือว่าเด็กออทิสติกมีทางเลือกมากขึ้น เพราะมีรูปแบบศูนย์การเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้เลือกตามความต้องการที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน มีทั้งศูนย์ของภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ และสมาคม ในส่วนของภาครัฐเอง ก็มีทั้งศูนย์ที่อยู่ในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ เช่น ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด โรงเรียนการศึกษาพิเศษ และมีที่สังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เช่น โรงเรียนราชานุกูล สถาบันราชานุกูล และโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์
ในภาคเอกชน ก็มีทั้งในระดับโรงพยาบาล คลินิกเฉพาะทาง ศูนย์เด็กพิเศษ และบ้าน ให้เลือกหลากหลายเช่นเดียวกัน เด็กควรจะเรียนที่ใด ขึ้นอยู่กับระดับปัญหา และระดับความพร้อมของเด็กด้วย คงบอกไม่ได้ว่าที่ไหนดีกว่ากัน แต่ควรดูว่ารูปแบบไหนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้มากกว่ากัน
คอร์สในการเรียนรู้ต่างๆ เขาสอนในเรื่องใดบ้าง
โดยหลักการทั่วไปควรออกแบบการเรียนรู้เป็นรูปแบบเฉพาะบุคคล ที่เรียกว่า แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล หรือ ไออีพี (IEP – Individualized Educational Plan) เพื่อให้รองรับสภาพปัญหา และความสามารถของเด็กแต่ละคนที่แตกต่างกัน เรื่องที่สอนเน้นทักษะสังคม ทักษะการใช้ภาษาและการสื่อสาร ทักษะการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน เพิ่มเติมจากทักษะทางวิชาการทั่วไป

สล็อต xo

วิธีการฝึกฝน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กออทิสติก ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาใช้ที่บ้านได้ มีอะไรบ้าง
ทุกครั้งที่พาเด็กไปฝึกฝนกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ผู้ปกครองควรนำวิธีการต่างๆ กลับมาประยุกต์ใช้ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่องที่บ้าน เพราะการที่เด็กจะพัฒนาดีขึ้นได้ ไม่ใช่เกิดจากการฝึกแค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แต่เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทุกวัน คุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามจากครูที่ฝึกเด็กได้ว่า ควรไปทำอะไรต่อที่บ้านบ้าง และเมื่อทำแล้วมีปัญหาในการฝึกอย่างไรบ้างก็นำมาปรึกษากับครูอีกครั้ง เพื่อให้ครูที่ฝึกแนะนำเทคนิค วิธีการต่างๆในการแก้ไขปัญหา เทคนิคการปรับพฤติกรรมที่สามารถนำมาใช้ได้ผลดี คือการให้แรงเสริม โดยต้องรู้ว่าเด็กชอบอะไร ไม่ชอบอะไร นำมาเรียงลำดับ จัดความสำคัญ ใช้เป็นแรงเสริมเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ต้องการ เช่น เมื่อเด็กหยิบของที่เราบอกได้ถูกต้อง ให้ตบมือ ชมเชย กอด และให้ขนมเป็นรางวัล ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ จนเด็กทำตามได้ถูกต้องทุกครั้ง
การปรึกษาครูในโรงเรียนมีความสำคัญอย่างไร
ถ้าจะให้เด็กมีการพัฒนาสูงสุดเต็มความสามารถ ครูกับพ่อแม่ต้องร่วมมือกัน มีการปรึกษา หารือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รู้ว่าขณะนี้ เด็กทำอะไรได้บ้าง มีปัญหาอะไรบ้าง และอะไรที่เป็นตัวกระตุ้นปัญหา แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างที่บ้านและโรงเรียน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในตัวเด็กตรงกัน วางแผนแก้ปัญหาร่วมกันในทิศทางเดียวกัน
เรามีวิธีประเมินผลพัฒนาการของเด็กออทิสติก ได้โดยวิธีใดบ้าง
การประเมินพัฒนาการของเด็กออทิสติกวัยเรียน โดยส่วนใหญ่จะใช้แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล หรือแผนไออีพี (IEP) ที่ทำไว้เป็นตัวประเมินความก้าวหน้า
ทำอย่างไรเมื่อเพื่อนในห้องไม่เข้าใจพฤติกรรมที่บกพร่องของลูกเรา
สำหรับเพื่อนของเด็กออทิสติก เน้นการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ ทุกคนสามารถทำความดีได้โดยการช่วยเหลือเพื่อนที่เป็นออทิสติก ชวนเพื่อนไปเล่นด้วย ชวนเข้ากลุ่มกิจกรรม ชวนไปทานข้าวด้วย เข้ามาพูดคุยด้วย ครูควรชมเชยเพื่อนคนที่คอยช่วยเหลือเด็กออทิสติก ยกย่องเป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กมีน้ำใจ เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจ และเด็กคนอื่นๆ รู้สึกอยากเข้ามาช่วยเหลือบ้าง
ถ้าเด็กโตพอในระดับที่เข้าใจเรื่องต่างๆได้ดีแล้ว คุณครูอาจจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อนนักเรียนในห้องก่อนว่า ออทิสติกคืออะไร มีความพิเศษอย่างไรที่จะต้องดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเพื่อนได้อย่างไรบ้าง และครูก็ภูมิใจที่มีนักเรียนน่ารัก มีน้ำใจ แบบพวกเราทุกคน
เด็กนักเรียนที่มีเพื่อนร่วมห้องเป็นออทิสติกด้วย ถือว่าโชคดีมาก เพราะมีโอกาสพัฒนาในเรื่อง อีคิว ไปในตัว โดยเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกเรื่องการมีน้ำใจ เอื้ออาทรต่อผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถปรับตัวเข้ากับความแตกต่างได้ดีกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งดีกว่าการพูดสอนโดยไม่เคยลงมือทำ ซึ่งไม่มีทางเข้าใจ คุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนร่วมห้องเด็กออทิสติก น่าจะใช้โอกาสเหล่านี้ในการสอนเรื่องต่างๆเพื่อพัฒนาอีคิวของลูกไปในตัวด้วย การเรียนรู้ร่วมกันในความแตกต่าง ช่วยให้ทุกฝ่ายมีการเติบโตไปพร้อมกัน มีการเจริญงอกงามทางความคิด จิตใจ และอารมณ์ ไม่เฉพาะเด็กออทิสติกเท่านั้นที่พัฒนา เด็กปกติก็มีการพัฒนาด้วยเช่นกัน
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติกได้เป็นอย่างดี คือ การส่งเสริมการเล่นให้เหมาะสมตามวัย ช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาการเล่นจากขั้นที่หยุดชะงักได้ เริ่มต้นด้วยการสร้างโอกาส ในการเล่นที่หลากหลาย ให้เด็กได้มีโอกาสเล่นของเล่นที่หลากหลาย หรือของเล่นเดิมในวิธีการเล่นที่แตกต่างจากเดิม โอกาสในการเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน และเพื่อนเล่นที่หลากหลาย
ในการเล่นกับเด็ก ต้องจำไว้เสมอว่า เรากำลังร่วมเล่นกับเขา เล่นไปด้วยกัน แนะนำได้ แต่ไม่ใช่เราไปสอนเขาเล่นอย่างที่เราต้องการเสมอไป ควรใช้การสัมผัสและน้ำเสียงที่นุ่มนวลร่วมด้วย โดยให้เด็กเล่นสิ่งของที่เขากำลังสนใจอยู่ในขณะนั้น เริ่มแนะนำวิธีการเล่นของเล่นชิ้นนั้นให้เด็กดู ถ้าเขาเล่นไม่เป็นในระยะแรกๆ อาจต้องช่วยโดยจับมือให้เด็กเล่นตามต้นแบบที่ทำให้ดู แล้วค่อยๆ ลดการช่วยเหลือลงเป็นแค่แตะมือบางครั้ง บอกให้ทำตามคำสั่ง ใช้ภาษาท่าทางโดยไม่ใช้เสียง จนเด็กเล่นเป็นในที่สุด

เมื่อเด็กมีการเล่นที่พัฒนาขึ้น ควรให้คำชม หรือรางวัล เพื่อเป็นกำลังใจแก่เด็กที่จะพัฒนาการเล่นที่หลากหลายต่อไป เช่น ยิ้ม พยักหน้า โอบกอด ชมเชย หรือให้ขนม เป็นต้น ถ้าเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเล่น เช่น การทุบ ทำลาย ขว้างปาของเล่น ควรให้เด็กหยุดเล่นทันที แล้วนำเด็กมานั่งอยู่คนเดียวในมุมสงบ ประมาณ 2-3 นาที โดยไม่จำเป็นต้องดุว่า หรือตะโกนเสียงดังใส่เด็ก เมื่อสังเกตเห็นเด็กมีท่าทีสงบลง จึงค่อยให้เด็กเล่นใหม่ พร้อมทั้งเล่นให้ดูหรือเล่นด้วย และบอกให้เด็กรับรู้ว่าควรทำอย่างไรในขณะที่เล่นของเล่นนั้น
ในขณะเดียวกันควรฝึกวินัยไปควบคู่กันด้วย ควรสอนให้เด็กเล่นของเล่นทีละชิ้น เมื่อต้องการเปลี่ยนไปเล่นของเล่นชิ้นใหม่ ให้เอาของเล่นเดิมที่เล่นแล้ว ไปเก็บเสียก่อน
ความปลอดภัยในการเล่นก็เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นตามลำพังโดยไม่มีใครดูแล ควรเฝ้าดูในระยะห่างที่พอเหมาะ และควรเข้าไปเล่นด้วยเป็นระยะ
[NPC5]การส่งเสริมการเล่นในเด็กออทิสติก ควรมีการกำหนดเป้าหมายในแต่ละขั้นให้ชัดเจน และเมื่อผ่านขั้นหนึ่งแล้วก็ส่งเสริมพัฒนาต่อไปอีกขั้น จนเด็กสามารถเล่นสมมติเป็น ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการส่งเสริมการเล่น เพื่อเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้ต่อไป