tripoweryoga

จะดีหรือไม่ พาน้องออทิสติก ระบายสี เพื่อทำให้อารมณ์ดีขึ้น

จะดีหรือไม่ พาน้องออทิสติก ระบายสี เพื่อทำให้อารมณ์ดีขึ้น

จะดีหรือไม่ พาน้องออทิสติก ระบายสี เพื่อทำให้อารมณ์ดีขึ้น

slotxo

สำหรับน้องกลุ่มออทิสติกนั้น การเรียนรู้ว่ายากแล้ว แต่การจัดกิจกรรมเพื่อให้พวกเค้าได้ฝึกประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้นั้นยากยิ่งกว่า พ่อแม่หลายคนอาจจะหนักใจว่าจะพาเค้าทำกิจกรรมอะไรดี ที่ได้เป็นการฝึกประสบการณ์ให้เค้าด้วย วันนี้เราขอแนะนำให้ทำกิจกรรมระบายสี จะเป็นการดี ไม่ต้องลงทุนเยอะด้วย ทำง่ายได้ที่บ้าน อีกทั้งยังมีผลต่อพัฒนาการของเค้าดังต่อไปนี้

xoslot

เสริมสร้างจินตนาการ
พัฒนาการอย่าแรก เป็นเรื่องของจินตนาการ ต้องบอกก่อนว่า เด็กกลุ่มออทิสติคกนี้ พวกเค้าจะไม่ค่อยมีจินตนาการสักเท่าไรนัก การเล่นบทบาทสมมุตินี้เป็นเรื่องที่พวกเค้าไม่ถนัด ไม่เคยทำเอาเสียเลย ดังนั้นการพาเข้าวาดภาพระบายสี อาจจะเป็นสีไม้ หรือ สีน้ำก็ได้ จะเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะพาเค้าเล่าเรื่อง ฝึกจินตนาการไปด้วย เพื่อซึมซับพวกเค้า
ฝึกฝนประสาทรับรู้
จุดต่อมาเป็นเรื่องของ การฝึกฝนประสาทรับรู้ การฝึกกล้ามเนื้อมือ กล้ามเนื้อมัดเล็กเหล่านี้ น้องบางคนทำไม่ได้เลย การควบคุมนิ้วมือยิ่งไปกันใหญ่ จึงนับว่าเป็นโอกาสดีที่พ่อแม่จะเอาพู่กัน หรือ ดินสอสี มาเป็นสื่อกลางในการบังคับและฝึกฝนให้พวกเค้าได้ทดลองใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเหล่านั้น อีกทั้งยังฝึกประสาทรับรู้อื่นด้วย เช่นการเอาวัสดุธรรมชาติอย่าง ใบไม้ หยวกกล้วย มาเป็นแบบพิมพ์ภาพ เป็นต้น
เรียนรู้เรื่องการสื่อสาร
เด็กออทิสติก ในกลุ่มมีปัญหาด้านการสื่อสาร บางทีพวกเค้าไม่สามารถสื่อสารได้เลย พูดก็ไม่ได้ หรือ พูดไม่เป็นประโยค การเอาภาพ หรือ การระบายสีมาเป็นสื่อกลางเพื่อฝึกในการสื่อสารได้ เช่น สื่อสารเรื่องสี ว่าต้องการสีอะไร สีแดง สีเหลือง สีเขียว เป็นต้น นั่นจะทำให้เวลาเด็กบอกความต้องการครั้งต่อไป เค้าอาจจะบอกว่าสีเพื่อสื่อถึงสิ่งของนั้นแทน
เรียนรู้จักสิ่งของรอบตัว
เมื่อสื่อสารเรื่องสีได้แล้ว การได้วาดภาพระบายสียังเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้เรื่องราวสิ่งของรอบตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของสิ่งของในบ้าน สัตว์เลี้ยง หรือ เรื่องอื่น เมื่อได้วาด ได้ระบายแล้ว เราจะได้สอนไปในตัวด้วย ครั้งต่อไปเค้าก็จะบอกได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร หรือจะเอาเรื่อง บุคคลในครอบครัวมาสอนตรงนี้ก็ได้
ฝึกความอดทน สมาธิ
อย่างที่เราเข้าใจ เด็กกลุ่มออทิสติกนั้นมีปัญหาเรื่องของสมาธิและความสนใจค่อนข้างมาก พวกเค้าไม่ค่อยใช้เวลาจดจ่ออยู่กับมันได้นานนัก หากจะบังคับให้ไปนั่งสมาธิก็คงยาก งั้นเอาเรื่องวาดภาพระบายสี มาเป็นเวทีในการฝึกสมาธิเค้าดีกว่า ตอนแรกอาจจะใช้เวลาไม่นานก็เดินหนีไป แต่หากทำซ้ำบ่อยๆ พร้อมกับให้กำลังใจ ก็จะทำให้เด็กกลุ่มนี้ทำงานศิลปะได้นานขึ้น จนมีสมาธิได้มากขึ้นด้วย พ่อแม่ลองเอากิจกรรมระบายสีไปเล่นกับลูกดูนะ

เครดิตฟรี

หนึ่งในความกังวลสำคัญของพ่อแม่ต่อลูกน้อยนั่นคือ ความผิดปกติซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้กับลูกหลานของตัวเอง หนึ่งในความผิดปกติที่ไม่มีใครอยากให้เกิดนั่นคือ การเป็นเด็กออทิสติก แน่นอนว่าหากเป็นแล้วก็ต้องทำการรักษาดูแลกันไป ว่าแต่การเป็นเด็กออทิสติกนั่นแบ่งออกได้กี่ระดับ อะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากคุณพ่อคุณแม่กัน
ระดับไม่ร้ายแรง
เด็กออทิสติกระดับแรกนั้น เราถือว่ายังเป็นระดับไม่ร้ายแรงมากนัก แบบนี้เป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กล่าวคือ จะมีปัญญาสูงกว่าคนปกติเล็กน้อย ซึ่งเกณฑ์ทั่วไปจะอยู่ที่ 85-115 แต่หากเป็นกลุ่มนี้อาจจะทะลุไปถึง 120 ได้ ซึ่งอาจจะมีปัญหาอื่นตามมาบ้าง เช่นด้านพฤติกรรม การเข้าสังคม เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้รุนแรงมากนัก เพียงแต่ว่าคุณพ่อแม่ อาจจะต้องร่วมมือกับคุณหมอเพื่อฝึกการเข้าสังคมให้มากขึ้น
ระดับความสามารถพิเศษ
การเป็นออทิสติกกลุ่มนี้ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ลูกของเราจะต้องมีความสามารถอะไรสักอย่างที่พิเศษ หรือ เก่งมากๆ แต่ในทางกลับกันเรื่องเล็กน้อย ก็อาจจะทำไม่ได้เลยเช่นกัน (เหมือนกับเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน) ซึ่งกลุ่มนี้เรียกว่าเป็น ออทิสติคที่มีศักยภาพสูง อาจจะมีความโดดเด่นอะไรบางอย่าง เช่น ปัญญาดีเลิศ จำอะไรได้มากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า หรือ ทำกิจกรรมอะไรได้เก่งจนน่าเหลือเช่น อย่าง เล่นดนตรีได้เกินวัยตัวเองเป็นต้น แต่พวกเค้าอาจจะมีปัญหาด้านอื่นเช่นการเข้าสังคม การช่วยเหลือตัวเอง การเกลียดหรือกลัวอะไรบางอย่างแบบสุดโต่ง รวมถึงการสื่อสารกับคนอื่นนอกเหนือจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และครูด้วย หากเป็นระดับนี้คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องส่งเสริมจุดเด่นของเค้าให้ถึงขีดสุด บวกกับการพาเข้าสังคม สอนให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองด้วยจะได้อยู่กับสังคมได้อย่างมีความสุข
ระดับปัญหาการสื่อสาร
เด็กออทิสติกกลุ่มนี้ พ่อแม่อาจจะต้องสู้กันหน่อย เนื่องจากพวกเค้าจะไม่สามารถสื่อสารทางภาษาได้เลย เช่น อ่านหนังสือได้ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันมาก พูดไม่รู้เรื่อง สื่อสาร เรียงประโยคไม่ได้ และอีกมากมาย ตรงนี้ต้องพาเค้าไปอ่านหนังสือกับหมอผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำ เพื่อฝึกให้เข้า พูด อ่าน เขียน หนังสือได้อย่าถูกต้อง
ระดับช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ระดับนี้ถือว่ารุนแรงมากหน่อย นั่นคือ ออทิสติกระดับช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กลุ่มนี้เค้าจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย แม้ว่าเค้าจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม พัฒนาการทุกด้านของเค้าจะช้ากว่าคนปกติเยอะ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าสังคม การอ่านหนังสือ การสื่อสาร บางรายอาจจะมีพฤติกรรมรุนแรงซ่อนอยู่ด้วยอย่างทำลายข้าวของ โมโหร้าย ทุบตีคนอื่น เป็นต้น กลุ่มนี้พ่อแม่ และเด็กต้องทานยาและอยู่ในการดูแลของหมอตลอดเวลา

สล็อต xo

โรคออทิสติกรักษาหายได้ไหม
การหายจากโรคออทิสติกนั้น บางครั้งยังดูเป็นเรื่องที่ฟังแล้วยังไม่แน่ใจ หรือไม่รู้ว่าจะรักษาได้หายจริงหรือไม่ แต่หากมีการรักษาที่ถูกวิธีเป็นประจำ และต่อเนื่อง เด็กออทิสติกเหล่านี้ก็สามารถอยู่ในสังคมได้เหมือนกับคนอื่นๆ
วิธีการรักษาอาการโรคออทิสติก
ก่อนอื่นเลย เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อาการของโรคออทิสติกนั่นไม่สามารถรักษาให้หายขาดเหมือนกับโรคอื่นๆได้ สิ่งที่เราทำได้มีเพียงแค่ลดอาการเหล่านั้นให้น้อยลง หรือ ทำให้เด็กสามารถอยู่ในครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข พ่อแม่ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย อีกอย่างโรคนี้ไม่ได้เป็นสิ่งผิดของพ่อแม่ หรือ ลูก หรือใครทั้งสิ้น สิ่งที่เราทำได้ก็มีเพียงรีบพาเด็กที่ดูมีวี่แววว่าจะผิดปกติไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย หาทางรักษากันแต่เนิ่นจะช่วยให้อาการเหล่านั้นลดลงได้
มาว่ากันเรื่องการรักษาโรคออทิสติกกันบ้าง อย่างที่บอกไปว่าการกินยานั้นไม่สามารถรักษาให้หายได้ การกินยาเป็นเพียงแค่ตัวช่วยเท่านั้น สิ่งสำคัญของการรักษาจริงๆ นั่นคือ การใช้พฤติกรรมบำบัด กล่าวคือ เราจะต้องทำการลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ เพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสมแทน เพื่อให้เค้าสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ตามเป้าหมาย โดยเครื่องมือของพ่อแม่ที่จะใช้ได้ นั่นคือ การเสริมแรงทางบวกอย่างการชมเชย การให้รางวัล เพื่อให้เค้ารู้ว่าทำแล้วถูกต้อง ส่วนการเสริมแรงทางลบอย่างการลงโทษ การตี ไม่แนะนำให้ทำไม่งั้นจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น บางรายอาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวซ้อนขึ้นมาอีก หากจะลงโทษจริง ควรลงโทษด้วยวิธีกักบริเวณ หรือ การงดของชอบ (ของเล่น ของหวาน) จะดีกว่า
ความช่วยเหลือจากครอบครัวสำคัญที่สุด
การรักษาเด็กผู้มีอาการออทิสติกนั้น กลุ่มสำคัญที่สุดต้องเป็นครอบครัวอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เนื่องจากเด็กออทิสติกจะอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากที่สุด ดังนั้นพ่อแม่และทุกคนในครอบครัวจะต้องเรียนรู้ การอยู่ร่วมกันกับเด็กออทิสติก ต้องเข้าใจเค้า ช่วยเหลือเค้า แนะนำว่า พ่อแม่อาจจะต้องมีการศึกษาเรื่องนี้ให้มากขึ้นจากแพทย์ งานวิจัย หรือ พ่อแม่เครือข่ายที่มีอาการเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ อีกหนึ่งกิจกรรมเราขอแนะนำนั่นคือการเข้าร่วม workshop กับพ่อแม่เครือข่ายลูกที่มีอาการเดียวกัน ก็จะช่วยให้เรารู้สึกว่าไม่อ้างว้างเดี่ยวดาย แถมจะได้เคล็ดลับดีๆ มาปรับใช้อีกต่างหาก
เห็นไหมคะว่า วิธีการรักษามีได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับอาการของลูกว่าเป็นอย่างไร พ่อแม่สามารถดูแลและให้ความช่วยเหลือไปพร้อมกับคุณหมอ แน่นอนค่ะว่าอาการของลูกจะต้องหาย และเขาสามารถช่วยเหลือตัวเอง อยู่ในสังคมได้เหมือนคนทั่วไป
หนึ่งในความกังวลสำคัญของพ่อแม่ต่อลูกน้อยนั่นคือ ความผิดปกติซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้กับลูกหลานของตัวเอง หนึ่งในความผิดปกติที่ไม่มีใครอยากให้เกิดนั่นคือ การเป็นเด็กออทิสติก แน่นอนว่าหากเป็นแล้วก็ต้องทำการรักษาดูแลกันไป วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากคุณพ่อคุณแม่กัน
เกี่ยวกับกลุ่มโรคออทิสติก (Autism Spectrum Disorders)
เอาล่ะอย่างแรกคุณพ่อ คุณแม่มาเข้าใจก่อนว่า กลุ่มโรคออทิสติกไม่ใช่โรค แต่มันคืออาการผิดปกติชนิดหนึ่ง ซึ่งความหมายคร่าวของ ออทิสติก คือการผิดปกติด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายและพัฒนาการของเด็ก ในส่วนของรายละเอียดอาจจะเข้าใจยาก เราเลยขอแบ่ง ออทิสติก ออกเป็นสองกลุ่มคือ ออทิสติกแท้ และออทิสติกเทียม เท่านั้น
โรคออทิสติกโดยทั่วไป (ออทิสติกดั้งเดิม)
การเป็นออทิสติกแท้ หรือแบบดั้งเดิมกันก่อน อาการผิดปกติแบบนี้จะมีรูปแบบการผิดปกติอยู่สามส่วนด้วยกัน ซึ่งการเป็นออทิสติกแท้อาจจะผิดปกติด้านใดด้านหนึ่ง หรือ มากกว่า 1 ด้านก็ได้ โดยทั้ง 3 ด้านได้แก่ อาการผิดปกติทางสังคม (หมายถึง จะเข้าสังคม คุยกับคนอื่นได้ยาก) อาการผิดปกติด้านการพูดและภาษา (หมายถึงการอ่าน เขียน รับรู้ และสื่อสารภาษาได้ยาก และช้ากว่าคนวัยเดียวกัน) และอาการผิดปกติทางด้านความสนใจ (หมายถึง การให้ความสนใจบางอย่างน้อยเกินไป หรือ บางเรื่องอาจจะให้ความสนใจมากจนเกินไป) เป็นต้น
อาการออทิสติก ดั้งเดิม
ขั้นต่อไป คุณพ่อคุณแม่และครอบครัว อาจจะต้องหันมาเช็คอาการลูกหลานของเราสักหน่อย ว่าอาการแบบไหนบ้างเข้าข่ายของ อาการออทิสติกแบบดั้งเดิม เริ่มจาก หากเค้าขาดการสนใจ ขาดการโต้ตอบกับคนอื่นละก็แสดงว่าเริ่มมีอาการแล้ว สองหากเค้าสนใจ สิ่งของ อะไรสักอย่างมากเกินไป (จนถึงขั้นหมกมุ่นอันนี้ไม่ดี) สามไม่เพียงไม่สนใจคนแล้วยิ่งหลบเลี่ยงสายตา ไม่จ้องมองตอบก็ใช่ สี่หากเค้าไม่สามารถแสดงอารมณ์ อาการของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ได้ อันนี้ก็ไม่ดีเหมือนกันหากมีอาการแบบนี้ต้องหาหมอแล้ว
โรคออทิสติก แบบเทียม
โรคออทิสติกอีกแบบหนึ่งที่เด็กไทยเป็นกันเยอะมาก ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นั่นคืออาการโรคออทิสติกแบบเทียม ความผิดปกติแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์ แต่เกิดจากการเลี้ยงดูมากกว่า อาการกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากครอบครัวที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแล เลี้ยงดูผิดวิธี เมื่อสะสมเป็นเวลานานทำให้เกิดโรคออทิสติกเทียมได้ สาเหตุของโรคมีดังนี้
[NPC5]สาเหตุของโรคออทิสติกเทียม
โรคออทิสติกเทียมนั้น ไม่ได้เป็นความผิดปกติตั้งแต่เกิด มาจากการเลี้ยงดู สาเหตุของโรคออทิสติกเทียมได้แก่ การให้ลูกเล่น สมาร์ทโฟน แท็บเลตตั้งแต่เด็ก (หมายถึงก่อนอายุ 2 ขวบ) ซึ่งของเหล่านี้ไปทำให้การพัฒนาหยุดและช้าลง สองการเลี้ยงลูกโดยปล่อยให้อยู่กับทีวี โทรทัศน์ ให้เค้าดูรายการยังไม่เหมาะสม (แม้ว่าจะเป็นการ์ตูนก็ตาม) นั่นทำให้เค้าเกิดการซึมซับพฤติกรรมผิดๆ จากสื่อเหล่านั้น รวมถึงทำให้การตอบโต้กับคนทั่วไปทำได้ยากขึ้น เนื่องจากคุ้นเคยกับทีวีมากกว่า รู้อย่างนี้แล้ว อย่าเลี้ยงแบบนีละ