tripoweryoga

จัดการนิสัยการกินของเด็กออทิสติกให้เป็น กินได้..ง่ายนิดเดียว

จัดการนิสัยการกินของเด็กออทิสติกให้เป็น กินได้..ง่ายนิดเดียว

จัดการนิสัยการกินของเด็กออทิสติกให้เป็น กินได้..ง่ายนิดเดียว

slotxo

พฤติกรรมการกินของเด็กออทิสติกไปแล้วว่า เรื่องกินเรื่องใหญ่ ความหมายนัยนี้ ไม่ได้หมายความว่า เด็กออทิสติกเห็นความสำคัญของเรื่องกินจนไม่สนใจเรื่องอื่น แต่หมายถึงเด็กออทิสติกกว่าจะกินอะไรได้แต่ละอย่าง กลายเป็นเรื่องยุ่งยากไปหมด เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้อยู่รอบข้างสับสน ต้องหาทางแก้ไข ลองผิดลองถูกกันไป

xoslot

อาหารทั้งหลายถ้าเด็กกินเข้าไปแล้วไม่มีผลเสียต่อร่างกายหรือสุขภาพของเด็ก เช่น กินเข้าไปแล้วเป็นผื่น อาเจียน ปวดท้อง หรืออาการแพ้อื่นๆ ควรจะฝึกให้เด็กได้กินอาหารนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวเด็กเอง
อาจารย์ดรุณวรรณได้ปรับพฤติกรมการกินส้มของนิวในครั้งนี้ โดยใช้เทคนิค Chaining คือการนำพฤติกรรมย่อยมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เกิดเป็นพฤติกรรมใหม่ที่ต้องการ และยังใช้เทคนิค Systematic Desensitization คือการนำเอาการตอบสนองอย่างหนึ่งไปแทนที่การตอบสนองอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการนำการผ่อนคลายไปแทนที่ความวิตกกังวลนั่นเอง
เทคนิคการปรับพฤติกรรมได้ดำเนินการในลักษณะดังนี้
เริ่มแรกอาจารย์ดรุณวรรณได้พูดคุยกับลูกศิษย์ เพื่อเป็นการผ่อนคลายความวิตกกังวล เล่าถึงคุณประโยชน์ของส้มว่ามีอะไรบ้าง ส้มเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซี ช่วยทำให้โรคหวัดหายเร็ว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้เหงือกแข็งแรง แผลหายเร็ว ป้องกันอาการแพ้ ช่วยลดอาการหอบหืด ช่วยเรื่องความจำ เพราะวิตามินซีจะช่วยรักษาสภาพเซลประสาทไม่ให้เสื่อมเร็ว และที่สำคัญ คือส้มมีกากใยมาก ช่วยให้ขับถ่ายได้คล่อง คนกินส้มได้ นอกจากจะมีสุขภาพดีแล้ว สมองก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก นิวอยากเป็นคนเก่งหรือไม่ ถ้าอยากเป็นคนเก่งก็มาลองหัดกินส้มกัน
การให้ข้อมูลละเอียดนั้นจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กพิเศษอย่างนิว ซึ่งมีระดับสติปัญญาเหนือเกณฑ์เฉลี่ย เมื่อรู้รายละเอียดชัดเจน จะช่วยประกอบการตัดสินใจ การให้ความร่วมมือ และพัฒนาทักษะกระบวนการคิดได้ดียิ่งขึ้น
ถึงแม้นิวจะไม่เคยกินส้ม แต่นิวก็รู้จักส้มเป็นอย่างดี รู้ว่าส้มมีลักษณะอย่างไร สีอะไร อาจารย์ดรุณวรรณให้นิวถือส้มไว้ในมือ จะบีบจะจับอย่างไรก็ได้ ทั้งนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยและลดอาการวิตกกังวล
เมื่อคุ้นเคยกับรูปลักษณ์ของส้มแล้ว ต่อมาก็ลองปอกเปลือก มืออาจารย์และมือศิษย์ สี่มือช่วยกันปอกล้ม อาจารย์ให้ลูกศิษย์สังเกตทุกขั้นตอน ส้มเมื่อไม่มีเปลือกแล้วมีลักษณะอย่างไร ทั้งสี กลิ่น และความน่ากิน ให้ดมให้จับ และให้บอกความรู้สึกของตัวเองในขณะนั้นๆ ว่ารู้สึกอย่างไร
จากนั้นให้นิวแกะส้มเป็นกลีบใส่จาน อาจารย์หยิบส้มขึ้นมา 1 กลีบ แบ่งครึ่ง เขี่ยเมล็ดออก แล้วกินพร้อมๆ กัน นิวกินส้มหมดชิ้น ท่ามกลางกำลังใจจากเพื่อนๆ อาจารย์เองก็ให้คำชมนิวเช่นกัน
นิวกลืนส้มคำแรกด้วยอาการพะอืดพะอม ทำท่าจะอาเจียน อาจารย์จึงให้นิวเอามือจับที่ลำคอกุมไว้เบาๆ แล้วบอกว่าการกระทำอย่างนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้นิวอาเจียนตอนกินส้ม เมื่อนิวปฏิบัติแล้วปรากฏว่านิวสามารถกินส้มได้ วิธีการนี้เท่ากับเป็นการเสริมความมั่นใจให้นิวมากยิ่งขึ้น
การกินส้มเริ่มจากปริมาณน้อย แล้วค่อยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยให้นิวมีส่วนร่วมในการกำหนดปริมาณส้มที่จะกินในแต่ละครั้ง และเพื่อให้การปรับพฤติกรรมได้ผลมากขึ้น ทางอาจารย์ดรุณวรรณจึงขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง ให้นำวิธีการนี้ไปใช้ที่บ้านด้วย
การฝึกทำอย่างต่อเนื่องทุกวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ นิวรู้สึกคุ้นเคย มั่นใจว่าปลอดภัย และรสชาติคงถูกปากมากขึ้น นิวสามารถดื่มน้ำส้มได้หมดขวด และยังมาขอส้มกินด้วยตนเอง ในที่สุดนิวก็สามารถกินส้มได้โดยไม่ต้องจับคอ แต่จะใช้มือจับคอเมื่อต้องกินอาหารที่ตนไม่ชอบอื่นๆ เช่น ขนมหวาน หรือผลไม้ชนิดอื่น
เมื่อต้องการจะปรับพฤติกรรมต้องทำอย่างต่อเนื่องจนเด็กเกิดความคุ้นเคย และสามารถนำไปปฏิบัติได้เอง ความร่วมมือของบุคคลรอบข้าง จะช่วยเสริมให้การปรับพฤติกรรมประสบผลสำเร็จในที่สุด

เครดิตฟรี

ภาวะผู้ป่วยออทิสติกนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับคนในครอบครัวของตัวเองอย่างแน่นอน เพราะโรคนี้ต้องยอมรับตามตรงว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ทำได้เพียงแต่ลดระดับลงเพื่อให้เข้าสังคมได้ ใช้ชีวิตเหมือนกับคนทั่วไปได้เท่านั้นเอง ปัจจุบันมีการรักษาหลายรูปแบบหนึ่งในนั้นก็คือการใช้ยา
พ่อแม่ที่รู้ว่ามียารักษาโรคออทิสติกได้นั้น อาจจะดีใจที่แก้ไขปัญหาเรื่องโรคนี้ได้สักที แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย พ่อแม่ต้องเข้าใจก่อนว่า ยา เป็นเพียงแค่ตัวช่วยด้านพฤติกรรมเท่านั้นเอง พูดง่ายๆว่า เมื่อกินยาแล้ว ระดับฮอร์โมน และพฤติกรรมของเค้าจะกลับกลายเป็นเด็กปกติ(แบบชั่วคราว)เท่านั้น หากหมดฤทธิ์ยาทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติ ดังนั้นพ่อแม่ต้องเข้าใจสองอย่างหนึ่งยาต้องกินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดระดับพฤติกรรม สองการแก้ไขพฤติกรรมต้องอาศัยการฝึกสอน เลี้ยงดูจากพ่อแม่เท่านั้นถึงจะหายในระยะยาว ควรให้เด็กแก้ไขพฤติกรรมนี้ด้วยตัวเองไม่ใช่ยาชี้นำ
ยาที่ใช้
สำหรับยาที่คุณหมอจะให้ในการลดระดับพฤติกรรมของเด็กที่มีภาวะออทิสติกนั่นก็คือ ยา risperidone หรือ ชื่อทางการค้าว่า Risperdal ยาตัวนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้ได้ ซึ่งยาดังกล่าวมีคุณสมบัติก็คือ บรรเทาอาการฉุนเฉียว หงุดหงิด ก้าวร้าว ทำร้ายตัวเองและผู้อื่นได้ ยาวตัวนี้เป็นยาที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 5-16 ปี เรื่องยาคุณพ่อแม่ต้องเข้าใจว่า ยาพวกนี้จะไปออกฤทธิ์ต่อระบบของสมองโดยตรงเพื่อลดการสั่งการพฤติกรรมดังกล่าว จึงเป็นยาที่ไม่ควรกินเยอะมาก
ผลข้างเคียง
ยาดังกล่าวมีฤทธิ์ออกโดยตรงต่อสมองแน่นอนว่าช่วยลดการสั่งการพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงได้ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นยาที่มีผลข้างเคียงเหมือนกัน สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเด็กจะนิ่งขึ้นตามต้องการ แต่พฤติกรรมการกินจะเปลี่ยนไปเด็กจะกินเก่งขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไปจนถึงการนอนจะนอนหลับได้ดี นอนหลับได้นาน
ขนาดของยาและการรับประทาน
ยาตัวนี้หมอจะจัดตามขนาดของน้ำหนักตัวเป็นหลัก หากเป็นน้ำหนักตัวประมาณ 15-19 กิโลกรัม จะได้รับยาวันละ 0.25 มิลลิกรัม แต่ถ้าหากน้ำหนักตัวเกิน 20 กิโลกรัมจะเพิ่มขนาดยา 0.50 มิลลิกรัม ทานยาวันละ 1 ครั้ง ควรเป็นตอนเช้า หรือ ตอนเย็นก่อนนอน ส่วนบ้านเรายากลุ่มนี้จะเป็นยาเม็ดขนาด 1-2 มิลลิกรัมต่อเม็ด หรือ ยาน้ำขนาด 30 มิลลิลิตร กินตามจำนวนที่หมอสั่ง สุดท้ายขอย้ำอีกครั้ง ยาเป็นเพียงแค่ตัวช่วยลดระดับพฤติกรรมเท่านั้น พ่อแม่เป็นยาที่ดีที่สุดในการช่วยเค้าแก้ไขพฤติกรรมให้ดีขึ้นในระยะยาว

สล็อต xo

สำหรับคนเป็นพ่อแม่แล้วเชื่อว่าวินาทีที่รู้ว่าลูกจะเกิดขึ้นมา สิ่งที่ปรารถนามากที่สุดก็คือ ความต้องการให้ลูกนั้นมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ครบถ้วน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ไม่มีใครอยากให้ลูกผิดปกติ หรือ พิการอย่างแน่นอน หนึ่งในความผิดปกติที่อันตราย รุนแรงมากก็คือ ออทิสติก ซึ่งอาการที่แสดงออกจะมีหลายอย่าง อารมณ์รุนแรงก็เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ หากเรามีลูกที่เป็นภาวะดังกล่าวจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไรต้องเข้าใจก่อนว่า หากเด็กมีภาวะออทิสติก เป็นไปได้ว่าเค้าจะเกิดความบกพร่องอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการควบคุมตัวเอง ซึ่งการควบคุมอารมณ์ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ คำว่า ความรุนแรงก็เป็นหนึ่งในนั้น เด็กออทิสติกหลายคนมักจะแสดงอารมณ์ออกมาด้วยความรุนแรงมากเมื่อรู้สึกโกรธ ผิดหวัง เสียใจ หรือ อะไรก็ตามที่ทำให้เค้ารู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ
อย่ารุนแรงตอบโต้
พ่อแม่ที่มีลูกภาวะออทิสติกสิ่งแรกที่ต้องมีก็คือ ใจเย็น อดทน ต่อสถานการณ์ตรงหน้าให้ได้ เมื่อลูกแสดงอารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำก็คือ ต้องห้ามตอบโต้ด้วยความรุนแรงเด็ดขาด เพราะมันจะทำให้ความรุนแรงที่ลูกแสดงออกนั้นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก จำไว้ว่าใช้น้ำเย็นเข้าลูบจะดีกว่า
อาละวาด
นอกจากความรุนแรงทางด้านวาจา อารมณ์แล้ว สิ่งที่แสดงออกมาต่อจากนั้นก็คือ เค้าจะร้องโวยวายลงไปชักดิ้นชักงอ หากเด็กมีพฤติกรรมแบบนี้ในบ้าน คำแนะนำก็คือ ปล่อยให้เค้าได้ระบายอารมณ์ของตัวเองออกมาสักพักหนึ่ง อย่าเพิ่งเข้าไปสนใจในทันที พอเค้าปล่อยอารมณ์ที่ขุ่นมัวในใจไปได้สักพัก แล้วค่อยเดินไปหาเพื่อทำความเข้าใจกันใหม่ แต่ถ้าอยู่ในสถานที่สาธารณะควร ดึงตัวเค้าออกไปจากตรงนั้นแล้วปล่อยให้สงบสติอารมณ์สักพักจะดีขึ้น
หมั่นสอนให้มากกว่า
การที่เด็กออทิสติกแสดงอารมณ์ ด้วยความรุนแรงนั้น เป็นเพราะว่าเค้ายังไม่สามารถจัดการอารมณ์ตัวเองได้ พ่อแม่จึงต้องแก้ไขปัญหา ระยะยาวด้วยการคอยบอกสอนให้เค้ารู้จักกับการจัดการอารมณ์ของตัวเอง สอนให้เค้ารู้ว่าตัวเองตอนนี้กำลังมีอารมณ์แบบไหน ควรจัดการอย่างไร หรือ ควรแสดงอารมณ์อย่างไร จะดีขึ้น
อย่าลืมรับประทานยา
เด็กออทิสติกหลายคนในกรณีที่มีความรุนแรงมาก สิ่งที่คุณหมอจะเน้นย้ำเสมอก็คือ ต้องหมั่นรับประทานยาให้ครบถ้วนตามเวลา ยา ถือว่าเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งที่จะทำให้เด็กสามารถ ควบคุมอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น อารมณ์เย็นขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามขอเป็นกำลัง ใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ ทุกคนสามารถผ่านช่วง เวลาอันยากลำบากนี้ไปให้ได้
[NPC5]ทั้งนี้ งานวิจัยบางเรื่องได้ทำการศึกษา และแสดงให้เห็นว่าหากพ่อแม่มีอายุมาก ทั้งคู่หรือมีช่วงอายุห่างจากลูกตัวเองมาก เด็กที่เกิดออกมาก็ จะเสี่ยงเป็นออทิสติก โดยผลการศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่อาจทำให้เด็กเสี่ยงเป็นออทิสติก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติดขณะตั้งครรภ์อย่างการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ใช้ยาต้านอาการชัก หรือป่วยเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน ในบางราย การติดเชื้อหัดเยอรมัน หรือป่วยเป็นฟีนิลคีโตนูเรียแล้วไม่ได้รับการรักษานั้น อาจเกี่ยวข้องกับอาการออทิสติกในเด็ก
ที่สำคัญ แม้จะมีการกล่าวว่า การฉีดวัคซีนเสริมภูมิ ต้านทานโรคต่าง ๆ จะก่อให้เกิดอาการออทิสติกในเด็ก แต่ก็ยังไม่มีหลักฐาน ทางการแพทย์ที่พิสูจน์ให้ เห็นอย่างชัดเจนว่าวัคซีนทำให้ เด็กเป็นออทิสติกได้