tripoweryoga

ออทิสติกเทียมเกิดจากอะไร ถ้าเป็นจะมีลักษณะอาการแบบไหน

ออทิสติกเทียมเกิดจากอะไร ถ้าเป็นจะมีลักษณะอาการแบบไหน

ออทิสติกเทียมเกิดจากอะไร ถ้าเป็นจะมีลักษณะอาการแบบไหน

slotxo

อาการออทิสติกเป็นภาระความผิดปกติอย่างหนึ่งที่พ่อแม่หลายคนไม่ต้องการให้เกิดกับลูกตัวเองอย่างแน่นอน อาการออทิสติกปัจจุบันไม่ได้มีแต่อาการออทิสติกแท้เท่านั้น ยังมีออทิสติกเทียมอีกด้วย อาการผิดปกตินี้เกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร มีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง เราสรุปย่อมาให้พ่อแม่ได้ศึกษากัน

xoslot

ออทิสติกเทียม คืออะไร
อาการผิดปกติดังกล่าว พ่อแม่ต้องรู้จักกันเสียหน่อย ความหายของมันก็คือ ความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมที่อาจจะเกิดจากการเลี้ยงดูผิดวิธี หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธีอาจจะทำให้เด็กมีปัญหาทางด้านพัฒนาการของตัวเองจนส่งผลระยะยาวของเด็กได้
อาการของออทิสติกเทียม
อาการออทิสติกเทียม พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกน้อยเราว่ามีอะไรบ้าง ทั่วไปแบ่งพฤติกรรมที่อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะออทิสติกเทียมไว้หลายพฤติกรรมดังนี้ หนึ่งไม่สบตาเวลาพูดด้วย สองชอบทำอะไรซ้ำไปซ้ำมาอาจจะเป็นพฤติกรรมเบื้องต้น หรือ พฤติกรรมเจาะจง สามอายุเกินสองขวบแต่ยังไม่สามารถพูดได้ หรือ พูดไม่เป็นภาษา สี่ร้องไห้หนักแบบไม่มีเหตุผล ห้ามติดโทรศัพท์มากเกินไป หากไม่ได้เล่นหรือหยุดเล่นจะแสดงอาการไม่พอใจ ร้องไห้อาละวาด หกบอกความต้องการของตัวเอง บอกอารมณ์ไม่เป็นว่าต้องการอะไร แต่จะใช้การอาละวาดเพื่อให้คนอื่นทำตามแทน หากลูกหลานเรามีพฤติกรรมเหล่านี้มากกว่าครึ่งอาจจะต้องพาไปพบแพทย์
สาเหตุของการเกิดออทิสติกเทียม
อาการออทิสติกเทียมเกิดจากอะไร คำตอบแบบตรงๆเลยก็คือ พ่อแม่คนเลี้ยง ขาดความใส่ใจ และเลี้ยงลูกอย่างไม่ถูกวิธีแทนที่จะเลี้ยงด้วยการทำพฤติกรรมต่างๆให้ดู กลับเลี้ยงด้วยการให้ดูโทรศัพท์ แท็บเล็ต โทรทัศน์ มากเกินไป นั่นทำให้เด็กซึมซับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเอาไว้ รวมถึงเด็กเข้าสังคมไม่เป็น คุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง
วิธีการป้องกัน แก้ไข รักษา
หากเราพบแพทย์แล้วหมอบอกว่า ลูกของเราเป็นภาวะออทิสติกเทียมไม่ต้องตกใจไป ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ แต่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครอบครัว รวมถึงพี่เลี้ยงต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน อย่างแรกเลยก็คือ เราต้องปรับพฤติกรรมของตัวเองไม่ให้จับพวกโทรศัพท์ แท็ปเล็ต มากเกินไป พูดง่ายๆก็คืองดเล่นต่อหน้าเด็กเลย เพื่อให้เค้าเห็นว่าไม่มีใครเล่นเค้าก็จะไม่อยากเล่นตามไปด้วย หรือหากหักดิบไม่ได้ก็ควรจำกัดการเล่นไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน สองหากิจกรรมอื่นให้ลูกทำแทนการเล่นโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นเล่นกีฬา ทำอาหาร วาดภาพ เล่นดนตรี สามพาลูกไปเข้ากิจกรรมกลุ่มของโรงเรียนเพื่อให้เข้าฝึกเข้าสังคมได้มากขึ้นด้วย ช่วงแรกบอกเลยว่ายากพอดู แต่ขอให้คุณพ่อคุณแม่อดทน สู้ไปด้วยกัน เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

เครดิตฟรี

หากคุณกำลังหาคำตอบของสิ่งเหล่านี้อยู่ นั่นอาจแปลว่าคุณกำลังเกิดความกังวลต่อลูกหลานของคุณ ขอให้รู้อย่างหนึ่งว่าคุณไม่ได้อยู่เพียงลำพังถึงแม้ว่าคุณจะหาคำตอบได้จากเราแล้วก็ตาม เด็กที่เป็นออทิสติกเหล่านี้ยังสามารถที่จะใช้ชีวิตในสังคมได้เหมือนกับคนปกติ ซึ่งอาจจำเป็นต้องให้คุณเป็นคนคอยชี้นำอย่างใกล้ชิด โดยเนื้อหาด้านล่างของเรานี้เป็น 5 สัญญาณที่ควรจับตาดูสำหรับเด็กถ้าคุณพร้อมแล้วก็เลื่อนลงไปดูได้เลย
สัญญาณบ่งชี้สำหรับเด็กออทิสติก
1.ตกใจง่ายกับเสียงในสภาพแวดล้อมปกติ
เด็กส่วนใหญ่มักจะต้องตกใจกับเสียงที่ดังเป็นเรื่องปกติ แต่กับเด็กออทิสติกจะมีความเกลียดชังที่รุนแรงเป็นพิเศษต่อเสียงดังที่อาจทำให้พวกเขาตอบสนองด้วยการทำหน้าบูดบึ้ง หรือ ร้องไห้ แทนที่จะแสดงความประหลาดใจในความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กปกติ หากคุณเห็นว่าลูกของคุณถ่ายทอดอารมณ์ที่รุนแรงในรูปแบบของปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์มีที่ต่อเสียงเพลง และโทรทัศน์ที่ดัง หรือหากมีเด็กคนอื่นเล่นอยู่ใกล้ๆ ส่งเสียงดัง แม้กระทั่งช่วงเวลาที่คุณกำลังใช้งานเครื่องดูดฝุ่น นั่นอาจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคออทิสติก
2.มีความลำบากในการแสดงออกทางสีหน้า รวมถึงพฤติกรรมทางสายตา
ในช่วงเด็กวัยแรกเกิดมักจะเรียนรู้ที่จะจ้องตาผู้ปกครอง ยิ้มให้กับคนยิ้มใส่ ชี้นิ้วไปยังสิ่งของที่ตนเองสนใจอย่างเช่นสัตว์ในสวน หรือ ของเล่นชิ้นโปรดปราน เด็กที่เป็นออทิสติกจะมีใช้เวลามากในการจดจำอารมณ์ทางสีหน้าและอาจแสดงอารมณ์เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ยกตัวอย่างในเหตุการณ์ปกติเมื่อของตกลงจนเกิดเสียงดังเด็กทั่วไปมักเกิดความสนใจที่จะหันไปดู ในไม่กี่วินาทีประมวลผลการแสดงออกทางสีหน้าเพื่อระบุอารมณ์ความรู้สึกออกมา แต่กับเด็กพิเศษนั้นแทบจะตรงกันข้ามกันเลย
3.พัฒนาทักษะในการพูดช้า
แม้ในช่วงวัยทารกคุณอาจสังเกตเห็นว่าลูกของคุณไม่พูดเหมือนเด็กทั่วไป หรือขันตอบสนองเมื่อคุณพูดคุยด้วย เมื่อถึงวันเกิดครั้งแรกเด็กวัยหัดเดินส่วนใหญ่สามารถพูดได้หนึ่งหรือสองคำ แต่เด็กพิเศษมักไม่ได้เรียนรู้คำใหม่จนกว่าจะถึงเวลาต่อมา ในทางกลับกันเด็กแรกเกิดอาจตอบสนองในช่วงเดือนแรกๆ และอาจจะหยุดการสื่อสารไปโดยสิ้นเชิง
4.ไม่สนใจกับสภาพแวดล้อมรอบตัว
โลกเต็มไปด้วยสิ่งที่แปลกประหลาด สิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเขาไม่เคยเห็นหรือพบเจอมาก่อน เด็กส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อสิ่งที่เพิ่งประสบพบเจอเป็นครั้งแรกด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความตื่นเต้น ความกลัว ในขณะที่เด็กพิเศษจะมีการตอบสนองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะเขาจะไม่สนใจกับสิ่งอื่นๆ ที่แปลกใหม่
5.มีสัมผัสที่ก่อให้ปฏิกิริยามากเกินไป
เด็กออทิสติกส่วนใหญ่มักจะมีสัมผัสที่ไวกว่าทั่วไป เช่นการออกไปร้านอาหารเมื่อเขาได้ยินเสียง เห็นผู้คนเดินไปมา สัมผัสกับรสชาติอาหารแปลกใหม่ อาจเป็นตัวจุดฉนวนให้แสดงอาการที่รุนแรงขึ้นมา เมื่อเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นเด็กจะมีอาการตกใจเป็นพิเศษแม้แต่สัมผัสที่ไม่เบาๆ ที่ศีรษะหรือสัมผัสที่แขนก็อาจเหวี่ยงขึ้นมาได้ทันที

สล็อต xo

หลายคนยังคิดว่าโรคออทิสติกเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรา แต่คุณรู้ไหมว่าเด็กไทยป่วยเป็นออทิสติกมากกว่า 3 แสนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และยังคงมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยังคงพยายามแยกแยะปัจจัยที่ทำให้เกิดการพัฒนาโรคออทิสติกในเด็กอยู่ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบชัดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วจะรักษาอย่างไรให้หายขาด เมื่อเราลองมาดูจากการวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามันมีโอกาสมากที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิสนธิ เช่น การตั้งครรภ์ และแม้กระทั่งการคลอดบุตรอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นออทิสติกในเด็กที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรม
แม้ว่าคุณจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้มากนัก แต่คุณสามารถเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต ปัจจัยสภาพแวดล้อมบางอย่าง ที่อาจไปกระตุ้นการพัฒนาของโรคนี้ได้ อย่างไรก็ตามไม่มีการยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเป็นวิธีที่ได้ผลสุด อย่างน้อยที่สุดมันก็ดีต่อสุขภาพร่างกายของผู้ตั้งครรภ์ และมีโอกาสมากกว่าที่เด็กจะเติบโตได้อย่างแข็งแรงในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า แล้วเรามีวิธีอย่างไรบ้างที่จะช่วยให้เด็กในครรภ์ห่างไกลจากโรค วันนี้เรามีคำตอบมา ฝากคนที่กำลังจะเป็นพ่อแม่ ที่อยากให้ลูกเกิดมาเป็นเด็กที่สุขภาพร่างกายแข็งแรง ถ้าพร้อมแล้วสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก ข้อมูลจากทางด้านล่างนี้เลยครับ
5 ขั้นตอนในการป้องกันโรคออทิสติกของเด็กในครรภ์
1.อย่าใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์ ถามแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะใช้ยาชนิดใดก็ตาม ที่ไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบกับเด็กในครรภ์หรือไม่ นี่ถือเป็นเรื่องที่จริงจังมาก โดยเฉพาะยาในกลุ่ม “ยาป้องกันอาการชัก”
2.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าใครยื่นแก้วเหล้ามาให้คุณ “คุณจะต้องปฏิเสธไปในทันที” เพราะไม่ว่าเครื่องดื่มชนิดใดก็ตามที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ล้วนมีผลข้างเคียงที่ไม่ดีกับผู้ที่ตั้งครรภ์
3.รักษาโรคประจำตัว ถ้าคุณเป็นคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อาการอยู่ภายใต้การควบคุม
4.รับการฉีดวัคซีน อย่าลืมไปฉีดวัคซันป้องกันหัดเยอรมันก่อนวางแผนตั้งครรภ์ ซึ่งวัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันโรคที่อาจพัฒนาร่วมกับออทิสติกได้
5.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ผู้หญิงที่วางแผนกำลังจะมีลูกหรือกำลังตั้งครรภ์อยู่ จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอกับร่างกายและชีวิตน้อยๆ ที่อยู่ในท้องของเรา พยายามกินอาหารที่ครบ 5 หมู่ ตามด้วยอาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างกาย อย่างไรก็ตามการกินอาหารเสริมจะต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะหากทานมากไปอาจเกิดโทษมากกว่าประโยชน์
ระบบการศึกษาของไทยเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันใหม่อีกหลายเรื่อง เนื่องจากพฤติกรรมของเด็กในยุคนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว อย่าว่าแต่ 20-30 ปีที่แล้วเลย เอาแค่ 5 ปีหลังสุดถ้าเอามาเทียบกันก็ไม่ได้แล้ว หนึ่งในสิ่งที่ผู้ปกครองหลายคนยังสงสัย ไม่เข้าใจ หรือ ไม่แน่ใจก็คือ เราสามารถจัดการศึกษาเพื่อคนพิเศษกับคนทั่วไปร่วมกันได้หรือไม่
การศึกษาพิเศษคืออะไร
ก่อนอื่นเราต้องมาทำ ความเข้าใจกันก่อนว่า การศึกษาพิเศษนั้นคืออะไร การศึกษาแบบนี้ก็คือ การจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการเป็นพิเศษ อย่างเช่นนักเรียนที่มีความเก่งระดับอัจฉริยะทางด้านใดด้านหนึ่ง หรือ นักเรียนที่มีความบกพร่องบางอย่าง เราก็นับเป็นการศึกษา พิเศษด้วยอย่างเช่นเด็กที่มีความพิการด้านใดด้านหนึ่ง พิการซ้ำซ้อน มีปัญหาทางด้านพฤติกรรม ก็นับรวมในกลุ่มนี้ด้วย โดยเด็กที่มีความต้องการ พิเศษนี้การจัดการเรียนการสอน ต้องแตกต่างไปจากเด็กปกติทั่วไป เนื่องจากเค้าไม่สามารถรับ ได้เลยถ้าจัดการศึกษาแบบเดิม
เรียนแยก หรือ เรียนร่วม
สำหรับกลุ่มเด็กพิเศษเหล่านี้ จะมีการจัดการศึกษาสองรูปแบบง่ายๆ นั่นก็คือ เรียนแยก คำนี้หมายถึงการจัดการศึกษาให้กับเด็กที่มีความพิเศษแบบเฉพาะทางโดยเฉพาะเป็นโรงเรียนแยกไปต่างหากเลย อย่างเช่นโรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นต้น โดยการศึกษาแบบนี้ข้อดีก็คือ นักเรียนจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของตัวเองกับบุคคลอื่น ไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรือด้อยค่าประการใด ไม่เพียงแค่นั้น อุปกรณ์เครื่องมือ รวมถึงบุคลากรใน การสอนจะพร้อมกว่า ทำให้การเรียนทำได้มากขึ้น อย่างโรงเรียนคนตาบอดก็จะมีหนังสือเป็นอักษรเบลให้คนตาบอดได้คลำอ่านกันอย่างมากมาย
ส่วนการเรียน การสอนอีกแบบหนึ่ง เราเรียกว่า เรียนร่วม คำนี้หมายถึง การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนปกติ เด็กพิเศษเหล่านี้จะได้เรียน ร่วมกับเด็กทั่วไป เหมือนกับการเรียนปกติ แต่บางกรณี อาจจะมีการจัด การการสอนที่แยกออก ไปอย่างห้องสำหรับเด็กพิเศษ แต่อาศัยอยู่ร่วมกับนักเรียนทั่วไป
เด็กพิเศษเรียนร่วม กับเด็กปกติได้หรือไม่
[NPC5]มาถึงคำถามสำคัญของบทความนี้ เด็กพิเศษสามารถ เรียนร่วมกับเด็กปกติได้หรือไม่ อันนี้ต้องดูหลายปัจจัย สนับสนุนกันอย่างแรก อาการของเด็กพิเศษ นั้นรุนแรงหรือไม่ บางคนไม่รุนแรงก็ สามารถอยู่ร่วมกับคนปกติได้ แต่ถ้าบางคนรุนแรงมาก อย่างเช่นมี พฤติกรรมที่ก้าวร้าว รุนแรงเมื่อเสียใจ โกรธ ไม่พอใจ อย่างนี้ก็ ไม่สามารถเรียนร่วม กับคนปกติได้ เนื่องจากปัญหา ด้านความปลอดภัย สองอุปกรณ์ ครูผู้สอนเพียงพอหรือไม่ เพราะโรงเรียนทั่วไป แม้จะมีการจัดครูให้ไป อบรมเรื่องเด็กพิเศษอย่าง สม่ำเสมอแต่เอาเค้าจริงก็ ยังไม่เพียงพออยู่ดี สรุปว่าหากอาการ ไม่หนักมากก็สามารถ เรียนร่วมกับเด็กปกติได้เลย แต่ถ้าหนักมากหรือ พิการซ้ำซ้อนมากควรไป โรงเรียนเฉพาะทางดีกว่า