tripoweryoga

“ออทิสติกเทียม” อาการน่ากังวลจากการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

“ออทิสติกเทียม” อาการน่ากังวลจากการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

“ออทิสติกเทียม” อาการน่ากังวลจากการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

slotxo

คุณพ่อคุณแม่อาจจะเห็นหรือเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับเด็กเด็กวัยเตรียมอนุบาลและวัยอนุบาลที่เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดูโทรทัศน์ มากเกินไป จนกลายเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมคล้ายออทิสติก หรือเรียกกันว่า “ออทิสติกเทียม” มาดูกันค่ะว่าจะมีสาเหตุ อาการ เเละวิธีรักษาอย่างไรบ้าง

xoslot

ออทิสติกเทียมคืออะไร ?
ออทิสติกเทียม คือ การที่เด็กขาดการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ตัวเด็กขาดการกระตุ้น เพราะการให้ลูกเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือดูโทรทัศน์ เป็นการรับสารทางเดียวเท่านั้น ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมที่ช้า
สาเหตุ
การสัมผัสกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟน แทปเเล็ต ก่อนอายุ 2 ขวบ
ดูทีวีนานเกินไปมากกว่าวันละ 1 ชั่วโมง/วัน
ความเข้าใจผิดในการเลี้ยงลูก ด้วยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกต่างๆ มาเลี้ยงลูกเเทน เพราะความง่าย สะดวกสบาย
เพราะเด็กเล็กยังแยกแยะไม่ออกระหว่างโลกจริงกับโลกเสมือนในหน้าจอ จึงส่งผลต่อพัฒนาการ เพราะเเทนที่เด็กๆ จะเเสดงออกด้วยการพูดโต้ตอบปกติ ก็อาจจะไม่พูดออกมาเพราะกำลังอยู่กับโลกส่วนตวในหน้าจอ เเเป็นละในที่สุดก็จะพัฒนาไปปัญหาด้านการเข้าสังคมในที่สุด
ตรวจสอบอาการลูก
สามารถสังเกตอาการของลูกได้ว่าเป็นออทิสติกเทียมหรือไม่ได้ดังนี้
อายุ 6 เดือน ไม่ยิ้ม ไม่แสดงอารมณ์สนุกสนาน
อายุ 9 เดือน ไม่ร้อง ไม่ยิ้ม ไม่แสดงสีหน้า เเละไม่มีการโต้ตอบกับผู้คุย
อายุ 12 เดือน ไม่เล่นน้ำลาย เรียกชื่อเเล้วไม่หัน
อายุ 18 เดือน ไม่ใช้ท่าทางประกอบการพูด ไม่เล่นบทบาทสมมติ
ถ้าลูกมีอาการดังกล่าวควรเข้ารับการตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กโดยตรง
วิธีป้องกัน
พูดคุย เล่น กับลูกบ่อยๆ
คุณพ่อคุณเเม่ควรคุยกับลูกอย่างน้อยวันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง เป็นการให้ลูกเรียนรู้การสื่อสาร แบบสองทาง เด็กจะเข้าใจการโต้ตอบ สบตา คำศัพท์ เเละให้ลูกออกไปเล่น กับเด็กคนอื่นๆ บ้าง เพื่อสร้างทักษะด้านการปฎิสัมพันธ์
เลี้ยงลูกให้ห่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ช่วง 2 ปีเเรกของเด็ก คุณพ่อคุณเเม่ยัง ไม่ควรให้ลูกเล่นอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ ดูโทรทัศน์ เเต่สามารถให้เล่นได้หลังจากอายุ 2 ขวบ เเละไม่ควรนานกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนั้นก็ ควรหากิจกรรมอื่นๆ ให้ลูกทำ เช่น ต่อเลโก้ เล่นแป้งโดว์ วาดภาพระบายสี พับกระดาษ เป็นต้น
หมั่นสังเกตลูกเสมอ
เพราะจะได้ดูความผิดปกติได้แบบทันท่วงที โดยส่เด็กที่เป็นออทิสติกเทียมถ้าได้รับการรักษาเเละการกระตุ้นอย่างถูกต้อง อาการก็จะดีขึ้นในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถึงจะกลับมาเป็นเด็กปกติได้

เครดิตฟรี

กรณีโลกออนไลน์พากันให้ความสนใจเรื่องราวของเด็กหญิงวัย 4 ขวบรายหนึ่งในจังหวัดสกลนคร ที่ครอบครัวบอกว่า เด็กมีความสามารถพิเศษพูดภาษาอังกฤษได้ เนื่องจากปล่อยให้เล่นโทรศัพท์ทั้งกลางวัน และกลางคืน โดยเรื่องนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลากหลายเเง่มุม
พญ.กุลนิดา เต็มชวาลา จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่นบอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรือชื่นชม เนื่องจากสะท้อนให้ เห็นว่าครอบครัวปล่อยให้ลูกอยู่กับ สื่ออิเล็คทรอนิกส์มากจนเกินไป ซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อเด็กในอนาคต และต้องรีบพาเด็กไปพบเเพทย์ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เเละพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างเร่งด่วนด้วยซ้ำ
“การปล่อยให้มือถือกลาย เป็นพ่อแม่ของเด็กไม่ใช่เรื่องที่ดี อุปกรณ์พวกนี้เป็นการสื่อสารทางเดียว ไม่ใช่วิธีการสอน เเละส่งเสริมการเรียนรู้ที่ถูกต้อง หน้าจอมันไม่สามารถตอบโต้ ชี้ถูกผิดหรือบอกความหมายของสิ่งต่างๆ ให้เขาเข้าใจ เขาไม่ได้พูดภาษาอังกฤษได้ เรียกว่าพูดภาษายูทูปได้เท่านั้น”
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น บอกว่า กุมารเเพทย์ทั่วโลกชี้ว่า เด็กตั้งเเต่เเรกเกิดถึง 2 ปี ไม่ควรสัมผัสกับหน้าจอเเละอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ใดๆ ทั้งสิ้น

“เด็กเล็กไม่สามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งที่เห็นคือชีวิตจริงหรือชีวิตเสมือนในจอ เเละทำให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมีปัญหา เช่น หากเขาอารมณ์ไม่ดี ก็จะไม่ตอบโต้กับผู้อื่นเเละอยู่ใน โลกส่วนตัวของเขา ผลเสียคือ ทำให้พัฒนาการด้านต่างๆ ช้าลงโดยเฉพาะด้านภาษา”
สิ่งที่น่ากลัว เมื่อปล่อยให้เด็กเล็ก อยู่กับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์มากเกินไป คือ ภาวะออทิสติกเทียม ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ การมีปฏิสัมพันธ์ และทักษะทางสังคมบกพร่อง
“เด็กกลุ่มนี้ไม่สบตาคนที่ พูดด้วยแบบมีความหมาย และจะพูดภาษาของตัวเอง ทำให้มีปัญหาในการเข้าสังคม และเรียนรู้ ”

สล็อต xo

พญ.กุลนิดา ทิ้งท้ายว่า การใช้สื่ออิเล็คทรอนิกส์ เพื่อเเก้ปัญหาสภาพเเวดล้อมใน ครอบครัวเช่น ไม่มีเวลาหรือต้องการให้ลูกเงียบ เป็นการแก้ปัญหาเพียงระยะสั้นเท่านั้น เเต่ระยะยาวส่งผลกระทบต่อทั้งตัวเด็ก เเละพ่อแม่เอง
“พ่อแม่ควรอยู่กับลูกมีการโต้ตอบ และใช้ของเล่นเสริมพัฒนาทั่วไปมา ใช้ในการเลี้ยงดู การปล่อยให้เขาอยู่กับมือถือ ระยะยาวจำนวนมากพบว่า มีเคสที่คุณครูไม่รับเข้าโรงเรียนอนุบาล เพราะยังสื่อสารไม่ได้ ทำให้เสียโอกาสทองในการพัฒนาศักยภาพอย่างถูกต้องไป”
พฤติกรรมคล้ายออทิสติกคืออะไร
พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทาง จึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางการสื่อสารกับผู้อื่น เนื่องจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับลูก เช่น ไม่พูดคุย ไม่เล่นกับลูก เป็นต้น แต่ให้ลูกเล่นอุปกรณ์สื่อสารอย่างแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบ One – Way Communication หรือการรับสารเพียงทางเดียว จึงส่งผลให้เด็กเกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสังคม
ออทิสติก VS ออทิสติกเทียม
โรคออทิสติกเกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก “ขาดการกระตุ้น” เป็นหลัก และถึงแม้ว่าทั้งสองอย่างจะมีลักษณะอาการคล้ายกัน แต่เด็กที่เป็นออทิสติกเทียมหากได้รับ “การกระตุ้น” ที่เหมาะสมถูกทางในระยะเวลาสั้น ๆ ก็จะสามารถกลับมาเป็นเด็กปกติได้ ในขณะที่เด็กออทิสติกยังคงมีพฤติกรรมที่ต่างจากเด็กปกติ ถึงแม้จะได้รับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการแล้ว อย่างไรก็ตามเด็กที่เป็นออทิสติกหากได้รับการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสมก็สามารถมีพัฒนาการและพฤติกรรมที่ดีขึ้นได้อย่างมาก
พฤติกรรมคล้ายออทิสติก รู้ไว หายเร็ว
หากเด็กมีพฤติกรรมที่คล้ายออทิสติกคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจ เพราะสามารถหายขาดและหายไวได้ถ้ารู้โดยเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่เด็กที่พบว่ามีพฤติกรรมคล้ายออทิสติกถ้าทำการรักษาอย่างถูกต้อง อาการจะดีขึ้นภายในระยะเวลา 6 เดือน และกลับมาเป็นเด็กปกติได้
สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่กำลังสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าลูกเป็นออทิสติกหรือมีพฤติกรรมที่คล้ายออทิสติกหรือไม่ ควรนำเด็กเข้ารับการตรวจเช็กพัฒนาการกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยอาการที่ถูกต้องและไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะวัย 5 ขวบแรกเป็นช่วงวัยที่สมองของเด็กมีพัฒนาการอย่างเต็มที่ต้องป้องกันและรีบรักษาให้ถูกวิธี
[NPC5]ทุกปัญหาของเด็กมีทางออกที่ “คลินิกพัฒนาการเด็ก ศูนย์กุมารเวช”
คุณสามารถพาลูกเข้ารับโปรแกรมการตรวจเช็กพัฒนาการเด็ก โดยแพทย์ผู้ชำนาญการของคลินิกพัฒนาการเด็ก ศูนย์กุมารเวช อาทิ
โปรแกรมตรวจคัดกรองพัฒนาการเด็กเบื้องต้น
โปรแกรมตรวจวัดระดับพัฒนาการเด็กในแต่ละวัย
โปรแกรมตรวจวัดระดับพัฒนาการเด็กในแต่ละวัย ทักษะในการบริหารจัดการ ทักษะก่อนเข้าเรียน และทักษะในการเรียนของเด็ก (Pre – Academic Skills)
เครื่องมือการตรวจวัดพัฒนาการ
เครื่องมือ ASQ
เครื่องมือ Denver II เครื่องมือมาตรฐาน Mullen Scale of Early Learning
เครื่องมือ BRIEF-P ที่สามารถบอก ออกมาเป็นคะแนนในแต่ละระดับ โดยเปรียบเทียบกับ คะแนนมาตรฐานสากล ซึ่งเป็น Standard Test ที่ให้ผลถูกต้องชัดเจนกว่าที่อื่นในรูปแบบ Screening Test
พร้อมด้วยทีมบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่
จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่น
กุมารแพทย์เฉพาะทางสาขาพัฒนาการ และพฤติกรรม
นักกิจกรรมบำบัด
นักแก้ไขการพูดหรือครูการศึกษาพิเศษที่ช่วยด้านการปรับพฤติกรรม และกระตุ้นพัฒนาการของเด็กที่เกิดปัญหาให้กลับมาเป็นปกติและเติบโตสมวัย
จะดีแค่ไหน? ถ้าคุณเสริมสร้างศักยภาพลูกน้อยให้เรียนรู้และพัฒนาการได้เต็มวัย
https://www.parentsone.com/pseudo-autism-in-kid/