tripoweryoga

ผลกระทบหากได้รับวิตามินเอมากเกินไป

ผลกระทบหากได้รับวิตามินเอมากเกินไป

วิธีการรักษาปัญหาโรคที่เกี่ยวกับระบบสายตาจากการขาดวิตามินเอ สามารถรักษาได้ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ดังนี้

เครดิตฟรี

เด็กอายุมากกว่า 1 ปี ขึ้นไป วัยรุ่นและผู้ใหญ่ ( ยกเว้นผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ หรือหญิงมีครรภ์ ) ทันทีที่ตรวจพบอาการ ควรให้วิตามินเอ 200,000 IU ทางปากและในวันต่อมาให้วิตามินเอในปริมาณเดียวอีกครั้ง จากนั้น 1 – 2 สัปดาห์จึงให้วิตามินเอซ้ำอีก
เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ให้วิตามินเอ 100,000 IU และวิธีการรักษาเช่นเดียวกับเด็กอายุมากกว่า 1 ปี- หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่แสดงอาการขาดวิตามินเอ ควรได้รับวิตามินเอทางปากในปริมาณ 10,000 IU ทุกวันติดต่อกัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น จนกว่าอาการทางตาที่ปรากฏจะหายไป
หญิงมีครรภ์ ให้วิตามินเอ 50,000 IU เมื่อตรวจพบอาการและให้ซ้ำทุกๆสัปดาห์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เนื่องจากการให้วิตามินเอในปริมาณสูงแก่หญิงตั้งครรภ์อาจมาผลเสียต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์

  1. ปัญหาการเกิดความผิดปกติของเซลล์ชนิดบุผิวของอวัยวะต่างๆ การขาดวิตามินเอ ยังส่งผลให้เกิดปัญหาของเซลล์บุผิวของอวัยวะต่างๆในร่างกายด้วย เช่น

ระบบทางเดินอาหารหากขาดวิตามินเอ จะทำให้ระบบทางเดินอาหารมีปัญหาได้ เช่น เกิดการอักเสบใน ปาก คอ ลิ้น และเหงือก และอาจจะมีอาการเป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะท้องร่วงอีกด้วย

ระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและอวัยวะใกล้เคียง เช่น ช่องโพรงจมูก หู ช่องปาก ต่อมน้ำลายและอาจะมีอาการคอเจ็บบ่อยๆด้วย โดยอาการเหล่านี้จะเป็นๆหายๆสลับกันไป เพราะเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ มีการแห้งตายหรือสลายตัวทำให้มีการติดเชื้อโรคได้ง่าย
ระบบขับปัสสาวะอาจจะมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปฏิกิริยาของปัสสาวะเปลี่ยนเป็นด่าง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่เกิดนิ่วในไตและกระเพาะปัสสาวะได้
ระบบผิวหนัง ( Follicular Hyperkeratosis ) หากขึ้นวิตามินเอร่วมกับวิตามินบี จะมีอาการทางผิวหนัง คือ ผิวหนังหนาขึ้น หยาบเป็นเกล็ด หรือมีตุ่มสากๆขึ้นที่ปากช่องเปิดของรูขุมขนมักพบบริเวณแขนละขา หน้าท้องบางครั้งจะมีผื่นมีลักษณะคล้ายหนังคางคก หรือหนังห่าน ( Toad Skin Phrynoderma ) ขึ้นด้วย

  1. ปัญหาด้านระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง การขาดวิตามินเอ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลงไปด้วย ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ ซึ่งส่งผลให้เชื้อโรคต่างๆเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และอาจมีอาการเจ็บป่วยบ่อยๆ

สล็อต

  1. ปัญหาด้านการเจริญเติบโตในเด็ก สำหรับเด็กที่อยู่ในช่วงระหว่างกำลังโต หากได้รับวิตามินเอไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้มีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติ โครงสร้างของกระดูกและฟันอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้น

หากร่างกายได้รับปริมาณของวิตามินเอที่มากจนเกินไป จะส่งผลกระทบให้เกิดพิษต่อในร่างกาย 2 รูปแบบ ดังต่อไปนี้

  1. พิษอย่างเฉียบพลัน เกิดจากกรณีที่บริโภคอาหารที่มีวิตามินเอเข้าไปมากๆพร้อมกันในครั้งเดียวมักพบอาการนี้ได้ในเด็กเล็ก โดยพิษนี้จะแสดงอาการต่อร่างกาย เช่น ปวดศีรษะเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการง่วงนอนอ่อนเพลียสูญเสียการทรงตัว ตาพร่ามัวมองสิ่งของเป็นสองสิ่ง
  2. พิษเรื้อรังเกิดจากการสะสมปริมาณของวิตามินเอในร่างกาย ปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานานๆมักพบในคนไข้โรคผิวหนังที่ได้รับการรักษาด้วยการให้ทานวิตามินเอติดต่อกันทำให้เกิดการสะสมในตับเกิดขึ้นโดยพิษนี้จะแสดงอาการต่อร่างกาย เช่นมีอาการเวียนศีรษะผิวหนังแห้ง หยาบ และคันบริเวณผิวหนัง มีอาการผมร่วงริมฝีปากแตก ปวดตรงกระดูกและข้อต่อ มีอาการผิดปกติของตับ ทำให้ระดับเกลือแร่ของกระดูกลดลง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน อาการที่กล่าวมานี้สามารถหายได้เองจากการหยุดบริโภควิตามินเอ

ผลกระทบหากได้รับเบต้าแคโรทีนมากเกินไป
นอกจากวิตามินเอแล้ว หากร่างกายได้รับปริมาณของสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มากเกินความจำเป็น จะส่งผลกระทบต่อร่างกายได้เช่นเดียวกับวิตามินเอ เช่น

  1. เกิดภาวะคาโรทีโนซีส ( Carotenosis ) คือ ภาวะที่ร่างกายได้รับสารเบต้าแคโรทีนมากเกินไป จนทำให้มีการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น ผิวหนังบริเวณร่องจมูก ฝ่ามือและอุ้งเท้ามีสีเหลืองเนื่องจากแคโรทีนถูกขับออกทางต่อมน้ำมันของผิวหนังซึ่งอาการเหล่านี้จะคล้ายกับโรคดีซ่านแต่บริเวณดวงตาจะไม่เหลืองตรวจปัสสาวะไม่พบน้ำดี อาการดังกล่าวจะหายไป เมื่องดอาหารที่มีแคโรทีนสูง
  2. เกิดภาวะเสี่ยงต่อมะเร็งได้ แม้จากข้อมูลจะบ่งบอกว่าผู้ที่กินผักผลไม้ที่มีแคโรทีนสูง จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลดลง แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่า โมเลกุลของเบต้าแคโรทีนจะไม่คงตัว เมื่ออยู่กับสิ่งแวดล้อมที่มีอนุมูลอิสระมากจะแปรผันไปตามสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น ดังนั้น ตัวอย่างของผู้สูบบุหรี่ พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มากพร้อมกับได้รับเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้นด้วย

สล็อตออนไลน์

วิตามินเอ เป็นสิ่งที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ จะได้รับมาจากการทานอาหารเท่านั้น ซึ่งจากข้อมูลจะพบว่า วิตามินเอเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมด้วย เพราะหากบริโภคมากหรือน้อยเกินไปก็ล้วนแต่มีโทษต่อร่างกายทั้งสิ้น นอกจากนี้การซื้ออาหารเสริมในส่วนของวิตามินเอทานเพิ่มก็อาจจะไม่จำเป็น เนื่องจากอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ มีอยู่มากมากหลายชนิดให้ได้เลือกรับประทานกันอยู่แล้ว และสามารถหาได้ง่าย เช่น ผักผลไม้ต่างๆ เป็นต้น

แหล่งวิตามินเอที่สำคัญ

วิตามินเอพบมากในเนื้อสัตว์ เช่น น้ำมันตับปลา เครื่องในสัตว์ ไข่แดง นมและผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น และพบได้มากจากผักและผลไม้เช่นกัน โดยเฉพาะผักที่มีสีส้ม สีเหลือง และเขียวเข้ม เช่น แครอท ผักโขม ข้าวโพด มันฝรั่ง ฟักทอง คะน้า เป็นต้น

เรามาดู 10 อันดับอาหารที่มีวิตามินสูงกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

ลำดับ แหล่งวิตามินเอ ปริมาณที่ได้รับต่อ 100 กรัม
(หน่วยเป็น IU*)
1 ตับของไก่งวง 75,333 IU
2 ปาปริกา 52,735 IU
3 มันเทศ 19,218 IU
4 แครอท 16,706 IU
5 ผักใบเขียวสีเข้มต่างๆ เช่น
ผักโขม ผักกาดเขียวปลี 15,376 IU
6 บัตเตอร์นัท สควอช 11,155 IU
7 สมุนไพรอบแห้ง เช่น
พาร์สลีย์แห้ง ออริก้าโน่แห้ง 10,184 IU
8 ผักกาดหอม 7,492 IU
9 แอปปริคอตอบแห้ง 3,604 IU
10 แคนตาลูป 3,382 IU

jumboslot

*IU คือหน่วยวัดมาตรฐานสำหรับยาหรือวิตามิน และสำหรับการรับประทานวิตามินเอนั้น โดย 1 IU = 1 ไมโครกรัม อาร์ อี (mcg RE)
ผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามินเอประมาณ 800 ไมโครกรัม อาร์ อี (mcg RE) แต่ไม่ควรเกิน 3000 ไมโครกรัม อาร์ อี (mcg RE)ต่อวัน

นอกจากอาหารที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีแหล่งอาหารอื่นๆที่มีปริมาณวิตามินเอสูงเช่นกัน อย่างเช่น มะละกอสุก มะม่วง ถั่วเขียว มะเขือเทศ พีช พริกหยวกแดง ข้าวโอ๊ต

ถึงแม้ว่าในบ้านเราจะมีแหล่งพืชผักธัญญาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอมากมาย แต่สมัยก่อนก็ยังพบว่ามีคนเป็นโรคจากการขาดวิตาวินเออยู่ไม่น้อย เพราะขาดโภชนาการที่ดี แต่ในปัจจุบันนี้ เรามีตัวเลือกในการรับประทานอาหารที่มากขึ้นและสะดวกสบายกว่าเดิม ทั้งการผลิตวิตามินเอในรูปแบบอาหารเสริม และรวมถึงการเพิ่มวิตามินเข้าไปในผลิตภัณฑ์อาหารมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอาหารสำหรับเด็ก เช่น ผลิตภัณฑ์นมต่างๆ เพราะการขาดวิตามินเอตั้งแต่เด็กจะส่งผลต่อการทำงานของร่างกายอย่างมาก เช่น ตาบอด ติดเชื้อในระบบต่างๆ เป็นต้น โดยกรมอนามัยได้กำหนดให้มีการเติมวิตามินเอลงในนมข้นหวานทุกยี่ห้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 และมีการทำโครงการส่งเสริมให้มีการบริโภคอาหารที่มีวิตามินเอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536

วิตามินเอจึงเป็นวิตามินสำคัญเปรียบเสมือนกลไกขับเคลื่อนให้ร่างกายของเราแข็งแรงสมบูรณ์ ดังนั้นก่อนเลือกหยิบผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามิเออยู่ด้วย รวมถึงเลือกกินวิตามินเอจากแหล่งธรรมชาติอย่างพืชผักผลไม้และเนื้อสัตว์ แค่นี้สุขภาพดีก็อยู่คู่กับเราตลอดไปแล้ว

slot

ประโยชน์ของวิตามินเอ

  1. วิตามินเอมีส่วนอย่างมากในการผลิตโรด็อปซิน หรือสารสีที่ช่วยให้เรามองเห็นในที่มืด ทำให้ไม่เป็นโรคตาฟางในตอนกลางคืน และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคทางสายตาอื่นๆ อีกหลายโรค เช่น เยื่อบุตาขาวแห้ง กระจกตาเป็นแผล กระจกตาขุ่นเหลว การติดเชื้อจนทำให้ตาบอด เป็นต้น
  2. ช่วยบำรุงรักษาเยื่อบุผิวของอวัยวะต่างๆ เช่น ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร เป็นต้น
  3. การเจริญเติบโตของกระดูก
  4. มีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยต่อสู้กับโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต

ถ้าขาดวิตามินเอ อาจเกิดอันตรายได้ดังนี้
ความต้านทานโรคต่ำ วิตามินเอเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราทำงานตามปกติ การขาดวิตามินเอจึงทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก ช่องปาก คอ และที่ต่อมน้ำลาย
โรคผิวหนัง เนื่องจากวิตามินเอมีส่วนสำคัญในการรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง การขาดวิตามินเออาจทำให้ผิวพรรณขาดความชุ่มชื้น หยาบกร้าน แห้งแตก โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณข้อศอก ตาตุ่มและข้อต่อด่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคผิวหนัง เช่น สิวและโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้
ตาฟาง หน้าที่ของวิตามินเอคือช่วยในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้