tripoweryoga

การจัดการสำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

การจัดการสำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

การจัดการรายกรณีสำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

  1. กระบวนการดูแล
    1.ทำแบบประเมินความเสี่ยงให้กับประชาชนหรือผู้ที่มาใช้บริการในโรงพยาบาล เพื่อตรวจหาความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานในอนาคต พร้อมเตรียมป้องกันและรับมือกับโรคเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ
    2.ผู้ที่พบว่ามีความเสี่ยงจะต้องเข้าทำการคัดกรองทันที เพื่อจะได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยจะทำการตรวจด้วยด้วยการตรวจพลาสมากลูโคสขณะอดอาหา ( fasting plasma glucose, FPG ) ถ้าไม่สามารถตรวจ FPG ให้ตรวจ Fasting Capillary Blood Glucose ได้
  2. ผู้ที่มีผลการตรวจ FPG หรือ Fasting Capillary Blood Glucose มีค่า ≥ 126 มก./ดล. จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งจะทำการลงทะเบียนผู้ป่วยและส่งเข้ารับการรักษาในทันที
  3. ผู้ที่มีระดับ FPG 100-125 มก./ดล. วินิจฉัยเป็น IFG คือมีความเสี่ยงเป็นหวาน ซึ่งจะต้องได้รับคำแนะนำในการป้องกันตนเองจากเบาหวาน รวมถึงการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญจะต้องมีการ ติดตาม FPG ซ้ำทุกๆ 1-3 ปี ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงที่มี ไม่มีการค้นหาและคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในโรงพยาบาลและในชุมชน จัดให้เจ้าหน้าที่ทางสาธารณะสุขทำการค้นหากลุ่มเสี่ยงในชุมชน อัตราความชุก ( Prevalence ) และ อัตราการเกิดโรคเบาหวาน ( Incidence ) ลดลง

เครดิตฟรี

  1. การให้ความรู้และกระตุ้นผู้ป่วยและครอบครัวในการป้องกันและเกิดโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่อง
    1.การจัดการรายบุคคล
    1.1 ให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ป่วยในเรื่อง Life style modification ด้านการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการงดสูบบุหรี่ ( ปฏิบัติได้ทั้งรายบุคคล/รายกลุ่ม ) โดยจะทำทุก 3 เดือน
    1.2 ได้รับการตรวจประเมิน BMI รอบเอว ความดันโลหิต (ใช้สถานบริการสุขภาพในชุมชน) ทุก 1 เดือน
    1.3 ทำการตรวจเลือดประเมินระดับ FPG, Total Cholesterol, Triglyceride, HDL ทุก 6 เดือน
    1.4 จะต้องมีสมุดบันทึกสุขภาพ ( Record book ) ประจำตัวผู้ป่วย เพื่อบันทึกน้ำหนักตัว BMI รอบเอว ระดับความดันโลหิต ผลการตรวจเลือดและบันทึกพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยในเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย เพื่อติดตามและประเมินผลต่อไป
  2. การจัดการกับชุมชน
    2.1 กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้ในเรื่องพฤติกรรมสุขภาพ ทำการรณรงค์เรื่องการลดพฤติกรรมเสี่ยงอย่างต่อเนื่องในชุมชนทุก 6 เดือน ไม่สามารถควบคุมภาวะ Metabolic syndrome ได้ ภายใน 6 เดือน

: ระดับความดันโลหิต > 130/85 และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
: BMI สูงเกินเกณฑ์และมีแนวโน้มสูงขึ้นตลอด
: ระดับTriglyceride, HDL สูงเกินมาตรฐานมาตลอดและมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ 1. จัดโปรแกรมเพื่อให้ความรู้กับผู้ป่วยเป็นรายบุคคล

สล็อต

  1. ประสานรพ.ชุมชน/รพ.จังหวัดเพื่อส่งผู้ป่วยไปรับความรู้และคำปรึกษาเรื่อง Life style modification

ทุก 3 เดือน รวมทั้งตรวจประเมินระดับ FPG, Total Cholesterol, Triglyceride, HD ทุก 6 เดือน

  1. นัดผู้ป่วยพบแพทย์อายุรกรรมในโรงพยาบาล

อัตราผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ จากกลุ่มเสี่ยง Impaired Fasting Glucose ( IFG )ลดลง

  1. เตรียมผู้นำทางสุขภาพในชุมชน

เพิ่มบทบาทของ อสม.โดยจัดอบรมผู้นำทางสุขภาพในชุมชนทุก 1 ปี เพื่อให้ผู้นำสุขภาพได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการให้ความรู้คนในชุมชนต่อไป 2. ไม่ได้รับการตรวจเลือดประเมินระดับ FPG, Total Cholesterol, Triglyceride, HDL หากผลการตรวจเลือดวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคเบาหวาน
การดูแลรักษา

  1. การดูแลต่อเนื่อง
  2. ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จะต้องทำการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตของตนเองก่อน หากไม่ดีขึ้นจึงพิจารณาให้ยาต่อไป หรืออาจให้ยาพร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลยก็ได้
  3. สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 การเริ่มยากิน ควรเริ่มขนานเดียว โดยจะเริ่มด้วยซัลโฟนีลยูเรียสำหรับผ็ป่วยที่ขาดอินซูลิน และเริ่มด้วยยาเม็ทฟอร์มินสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการดื้ออินซูลิน
  4. ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้และเข้าใจมากขึ้น โดยจะต้องเน้นย้ำเรื่องการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกรายในทุกขั้นตอนของการรักษา
  5. ต้องติดตามการรักษาและปรับขนาดยาทุก 1-4 สัปดาห์จนได้ระดับน้ำตาลในเลือดตามเป้าหมาย ในระยะยาว เป้าหมายการักษาใช้ระดับ HbA1c เป็นหลักโดยติดตามทุก 2-6 เดือนหรือโดยเฉลี่ยทุก 3 เดือน

สล็อตออนไลน์

  1. ผู้ป่วยควบคุมเบาหวานได้โดยพิจารณาจาก
    – HbA1c < 7%
    – BP < 130/80 mmHg
    – TC < 170 mg/dl.
    – LDL < 100 mg/dl.
    – TG < 150 mg/dl.
    – HDL ≥ 40 mg/dl. (ช)
    ≥ 50 mg/dl. (ญ)

ผู้ป่วยได้รับการตรวจจอประสาทตาการทำงานของไตและตรวจเท้าปีละ 1 ครั้ง

การให้ความรู้และเสริมพลังผู้ป่วยและครอบครัว

  1. ให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ป่วย โดยอาจให้เป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ โดยให้ตรงกับปัญหาในแต่ละ Visit ทุก 2-3 เดือนดังนี้

1.1 ความรู้เกี่ยวกับเบาหวานและภาวะแทรกซ้อน

1.2 ยารักษาเบาหวาน

1.3 บำบัดและการออกกำลังกาย

1.4 การดูแลเปิดเองในภาวะปกติและไม่สบาย

1.5 การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและแปลผล

1.6 ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงผิดปกติและวิธีป้องกันแก้ไข

1.7 การสังเกตอาการที่ต้องมาพบแพทย์ก่อนวันนัด

1.8 การดูแลรักษาเท้า

jumboslot

  1. ได้รับคำปรึกษาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต ( Life style modification )โดยจะเน้นในด้านของการรับประทานอาหาร การทำกิจกรรมต่างๆ ทางกายที่เหมาะสมและพฤติกรรมอื่นๆ เช่น งดสูบบุหรี่ โดยตั้งเป้าหมายระดับ การควบคุมให้เหมาะสมกับอายุและภาวะของผู้ป่วย

3.กระตุ้นและให้กำลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตได้สำเร็จ โดยจะใช้กิจกรรมการกระตุ้นดังนี้ เช่น จัดกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ค่ายเบาหวาน ชมรมผู้ป่วยเบาหวาน เป็นต้น หลังจากได้รับความรู้และคำแนะนำแล้ว ผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของตนเองได้

ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง
จัดโปรแกรมให้ความรู้รายบุคคลอย่างครอบคลุมและต่อเนื่องทุก 3 เดือน

การประสานการดูแลต่อเนื่อง

  1. ทำการติดตามประเมินผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเป้าหมายภายใน 3-6 เดือน
  2. ทำการติดตามประเมินความสามารถในการดูแลตนเอง ที่บ้านว่ามีการปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องหรือไม่ รวมถึงมีอุปสรรคในการรักษาอย่างไรบ้าง จะได้แก้ปัญหาได้ถูกจุด ขาดการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยควบคุมเบาหวานไม่ได้ และเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งชนิดเฉียบพลัน และเรื้อรังจากเบาหวานสูงขึ้น 1. จัดระบบพยาบาลเจ้าของไข้ โดยควรให้พยาบาลคนเดิมเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยไปตลอด จะได้ช่วยให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างสำเร็จมากขึ้น
  3. ทำแบบบันทึกการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานในแต่ละ visit และบันทึกสรุปประจำปีเพื่อใช้ในการประเมินผลการดูแลรักษาผู้ป่วย

การเข้าถึงบริการสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้ ทำการค้นหาผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมโรคเบาหวานได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ไม่มีการค้นหาผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยเมื่อได้รับการปรับแผนการรักษาอย่างเหมาะสม จัดระบบการค้นหาผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อจัดส่งต่อผู้ป่วย ให้รับการรักษาที่เหมาะสมจากอายุรแพทย์ด้านโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้ ได้รับการส่งต่อพบแพทย์ อายุรกรรมด้านโรคเบาหวาน

การประเมินและการเข้าสู่การยืนยันการวิจัยโรค ทำการประเมินผู้ป่วยที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้ โดยพิจารณาจาก

slot

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาก : HbA1c > 9% หรือ PFG 250 มก.ดล.
ได้รับการรักษาด้วยยาเม็ดลดน้ำตาลในเลือด 2 ชนิดในขนาดสูงสุด แล้วแต่ระดับของน้ำตาลในเลือดก็ยังสูงเหมือนเดิม ไม่มีเกณฑ์ประเมินภาวะการควบคุมเบาหวานไม่ได้ จัดทำเกณฑ์ประเมินผู้ป่วยที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้ พร้อมกับให้พยาบาล 1คนทำหน้าที่ เพื่อจัดการส่งต่อผู้ป่วยให้พบแพทย์อายุรกรรมและทำการการประเมินอย่างละเอียดพร้อมวินิจฉัยภาวะควบคุมเบาหวานไม่ได้ ภายใน 1 สัปดาห์
การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้
1.รักษาโดยยากิน 2 ขนาน เริ่มด้วยซัลโฟนีลยูเรียและ เม็ทฟอร์มิน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยบางรายด้วย เพราะบางรายอาจต้องใช้ยาหลายขนานร่วมกัน เช่น ใช้ยา 3 ขนาดร่วมกันหรือยากิน 2 ขนาดร่วมกับการฉีดอินซูลิน

  1. ประเมินการรักษาโดยการซักถามอาการทั่วไป และเน้นการสอบถามอาการที่บ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน การใช้ยา ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต และตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด
  2. ผู้ป่วยจะต้องได้รับความรู้ในการดูแลตนเองเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง และการรับประทานอาหารที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กับการออกฤทธิ์ของยาลดน้ำตาล
  3. ประเมินปัจจัยเสี่ยงและตรวจหาภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง ดังนี้
    4.1 ตรวจทุก 3-6 เดือน : HbA1c ไขมันในเลือด การทำงานของไต
    4.2 ตรวจทุก 1ปี : ตรวจเท้า จอประสาทและ microalbuminuria
  4. ทำการวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานทันทีที่พบร่องรอยของอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
  5. ผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดอินซูลิน ควรมีการตรวจระดับน้ำตาลที่บ้านด้วย

ทำการประเมินผู้ป่วยที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้ โดยพิจารณาจาก

  1. ไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ภายใน 2-3 เดือนภายหลังได้รับการรักษา:HbA1c>11% FPG>350 มก.ดล.
  2. ไม่มีการส่งตรวจระดับ HbA1c ไขมันในเลือด การทำงานของไต การตรวจเท้า ตรวจจอประสาท และ microalbuminuria
  3. ไม่ได้ทำการส่งตัวผู้ป่วยไปพบกับแพทย์เฉพาะทางในทันที
  4. เริ่มมีภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง