tripoweryoga

อาการโรคไขมันพอกตับ

อาการโรคไขมันพอกตับ

โรคไขมันพอกตับ ( Fatty Liver Disease ) คือ การที่ไขมันได้เข้าไปแทรกอยู่ในเซลล์ตับ เมื่อไขมันสะสมในตับเป็นปริมาณมากทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและเกิดพังผืดในตับ ส่งผลให้ตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น ทำให้ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอทำให้ตับขจัดสารพิษในร่างกายได้ไม่เต็มที่ โดยปกติคนสุขภาพดีจะมีไขมันที่ตับเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยอัตราส่วน 1 : 3 นั่นเอง

เครดิตฟรี

ไขมันพอกตับ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ( Non-Alcoholic Fatty Liver Disease ) เกิดจากการสะสมของไขมันในตับ มักพบในคนที่มีน้ำหนักเกินหรือคนอ้วน พบในพวกน้ำตาลอุสาหกรรม เช่น น้ำตาลไฮฟลุกโตสไซรับ
2) โรคไขมันพอกตับที่มีแอลกอฮอล์ ( Alcoholic Fatty Liver Disease ) เป็นความเสียหายของตับ ที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำปริมาณมากๆ

อาการโรคไขมันพอกตับ
อาการของโรคไขมันพอกตับที่เกิดจากไขมันสะสมในตับ ในหลายกรณีที่ตับไม่แสดงอาการชัดเจน เมื่อร่างกายผลิตไขมันมากเกินไปหรือไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้ จึงทำให้เกิดไขมันส่วนเกินและถูกเก็บไว้ในเซลล์ตับสะสมจนเกิดเป็นโรคไขมันพอกตับ โดยอาการไขมันพอกตับที่พบบ่อยคือ

ร่างกายอ่อนเพลีย
คลื่นไส้
น้ำหนักลด
กระหายน้ำ
ตาเหลือง และตัวเหลือง
อาการเท้าบวม และท้องบวม
อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือด

สล็อต

การวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับ
การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
การตรวจเอนไซม์ตับและการทำงานของตับ
การตรวจไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ( ไวรัสตับอักเสบเอ, ไวรัสตับอักเสบซี )
การเจาะชิ้นเนื้อของตับมาตรวจ
การเจาะน้ำตาลหลังอดอาหาร
การตรวจค่าน้ำตาลสะสมในเลือด ( Hemoglobin A1c : HbA1c )
การตรวจวัดไขมันในเลือด
การป้องกันโรคไขมันพอกตับ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ( 30 นาที / วัน )
ควบคุมน้ำหนัก ( ในคนที่น้ำหนักตัวมาก )
รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และธัญพืชที่มีประโยชน์
ผู้ป่วยเบาหวาน หมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ
การรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์มากๆเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถนำไปสู่การสะสมของไขมันในตับ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะเริ่มต้น

Non Alcoholic Fatty Live Disease (NAFLD) หรือ Non Alcoholic Steato Hepatitis (NASH) มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีการทำงานของตับผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน สาเหตุที่สำคัญของการทำงานผิดปกติของตับในผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ ภาวะไขมันเกาะที่ตับมากผิดปกติ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าโรคตับจากไขมันเกาะตับนี้เป็นโรคตับที่พบบ่อยที่สุดถึงราวหนึ่งในสี่ของประเทศ

ใครเป็นผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันพอกตับ

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ อ้วน โดยเฉพาะการอ้วนแบบลงพุง ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคตับจากไขมันเกาะตับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะไขมันที่เรียกว่าไตรกลีเซอไรด์ ก็เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไขมันเกาะตับ

สล็อตออนไลน์

เมื่อเป็นโรคไขมันพอกตับ…จะเกิดผลเสียอย่างไร

กรดไขมันอิสระที่มีมากขึ้นจะเป็นตัวทำให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายตับ ทำให้เกิดการตายของเซลล์ตับเมื่อการตายนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ จำนวนเนื้อตับที่ดีเหลือน้อยลง ถูกแทนที่ด้วยพังผืดหรือแผลเป็น จนอาจเกิดตับแข็งในที่สุด หากโรคยังดำเนินต่อไปอาจเกิดภาวะตับวายหรือมะเร็งตับได้

หากท่านป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับ…ควรทำอย่างไร

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สมส่วน
ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดสูงควรควบคุมโรคดังกล่าวอย่างเต็มที่
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรตจำนวนมาก
การใช้ยาเพื่อรักษาโรคตับจากไขมันเกาะตับ ยังมีข้อมูลไม่มาก อย่างไรก็ตามพบว่าการใช้สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ซิลิมาริน หรือ เอร์โซดีอ๊อกซีโคลิก แอสิด สามารถทำให้ระดับ เอ เอส ที (AST) และ เอ แอล ที (ALT) กลับสู่ภาวะปกติ

Triglyceride ในเซลล์ตับ กล่าวคือมีปริมาณน้ำตาลส่วนเกินในร่างกายมากเกินความต้องการจนตับนำไปสร้างเป็นไขมัน (Lipogenesis)

ในคนปกติระดับน้ำตาลจะถูกควบคุมโดยอินซูลิน (Insulin) ซึ่งผลิตมาจากตับอ่อน (Pancreas) เมื่อน้ำตาลในเลือดสูง ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินออกมามากขึ้น โดยอินซูลินจะออกฤทธิ์ที่ตับ กล้ามเนื้อ และเซลล์ไขมันเพื่อให้ใช้น้ำตาล

jumboslot

ในภาวะที่ดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งอาจจะเกิดจากกรรมพันธุ์ (Genetic Predisposition) หรือจากพฤติกรรม (Imbalance Lifestyle) การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันมากเกินไป (High Carbohydrate and High Fat Diet) จะทำให้เซลล์ต่าง ๆ ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ทำให้ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินเพิ่มมากขึ้นเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เมื่อภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ตับมีการสะสมไขมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคนี้ไม่มีน้ำตาลไหนจะอันตรายไปกว่า High Fructose Corn Syrup ที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนำมาใช้ปรุงแต่งผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูปทั้งหลายอันเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดที่นำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับ

รู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังมีไขมันพอกตับ
เจาะเลือดดูการทำงานของตับ (Liver Function Test) ว่ามีค่าการอักเสบ (Inflammation) สูงกว่าปกติหรือไม่ ในคนที่มีภาวะไขมันพอกตับอาจพบระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติร่วมด้วย
การตรวจอัลตราซาวนด์บริเวณช่องท้องจะพบว่าตับอาจมีขนาดโตขึ้นและมีลักษณะขาวขึ้นเมื่อเทียบกับไตและม้าม
การตรวจวัดไขมันพอกตับจากการ Scan ด้วยเครื่อง (Dexa Scan Whole Body)
Fibroscan เป็นการตรวจความยืดหยุ่นพร้อมกับประเมินไขมันสะสมภายในเนื้อตับเพื่อสำรวจความเสียหายของเนื้อเยื่อจากการมีไขมันไปพอก

slot

ป้องกันภาวะไขมันพอกตับ
ลดน้ำหนักโดยการควบคุมปริมาณและคุณภาพอาหาร​ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง (High Fat) เช่น นม เนย ไอศกรีม เค้ก ชีส กะทิ อาหารทะเล ไข่แดง และเนื่องจาก Triglyceride เป็นตัวสำคัญที่สะสมคั่งในตับก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่รับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไปด้วยเช่นกัน
เพิ่มผักผลไม้สด ถั่ว และธัญพืชที่มีเมล็ด เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน (Sunflower Seed) เมล็ด ฟักทอง (Pumpkin Seed) งา (Sesame Seed) นอกจากนี้การรับประทานผักบางชนิดยังสามารถช่วยเร่งกระบวนการกำจัดพิษออกจากตับ (Detoxification) ได้ เช่น ผักตระกูลบรอกโคลี กะหล่ำ กระเทียม และหัวหอม
แนะนำให้รับประทานเนื้อที่ไม่ติดมัน เช่น เนื้อปลา
เน้นทานไขมันที่มีคุณค่าทางอาหารสูง เช่น น้ำมันมะกอก (Olive Oil) อะโวคาโด (Avocado) น้ำมันปลาโอเมก้า3 (Omega 3 Fish Oil)
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
สมุนไพรและอาหารเสริมบางชนิดทำหน้าที่ช่วยขับสารพิษออกจากตับได้ เช่น Milk Thistle, Alpha Lipoic Acid (ALA), N-Acetyl-l-Cysteine (NAC)/NAC เป็นสารตั้งต้นของ Glutathione ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมากที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ช่วยขับพิษออกจากตับ นอกจากนี้ Vitamin B และแมกนีเซียม (Magnesium) ยังมีคุณสมบัติในการช่วยเยียวยาและกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ตับที่เสียหายอีกด้วย
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์